วันพุธที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2554

วิกิลีกส์เปิดโปงการแทรกแซงของสหรัฐฯ ต่อกระบวนการสันติภาพที่เนปาล
http://thaienews.blogspot.com/2011/04/blog-post_05.html

นักกิจกรรมเหมาอิสต์

Nepal: WikiLeaks reveals US intervention against peace process
โดย Alistair Reith
ทีมา Green Left
ถอดความโดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
4 เมษายน 2554




วิกิลิกส์ได้เผยแพร่เคเบิลลับของวงการฑูตสหรัฐฯ เมื่อวันที่ 15 มีนาคม แสดงให้เห็นว่าอดีตฑูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศเนปาล เจมส์ มอริอาตี้(James Moriarty) ได้พยายามทุกช่องทางที่จะขัดขวางไม่ให้กระบวนการสันติภาพเนปาลสามารถเดิน หน้าสู่ความสำเร็จได้ เพื่อกีดกั้นกลุ่มเหมาอิสต์ไม่ให้ขึ้นสู่อำนาจ
กองทัพปลดแอกประชาชนที่นำโดยกลุ่มเหมาอิสต์ได้นำการต่อสู้ “สงครามประชาชน” ที่ยาวนานต่อเนื่องนับทศวรรษ เพื่อต่อต้านระบอบศักดินากษัตริย์ที่ปกครองเนปาลมาหลายร้อยปี การลุกขึ้นสู้ของประชาชนทั้งประเทศในปี 2549 สามารถโค่นสถาบันพระมหากษัตริย์ลงได้สำเร็จ และเปิดเส้นทางสู่การเลือกตั้งตัวแทนเข้าไปนั่งในสภาได้สำเร็จในปี 2551


กลุ่มเหมาอิสต์ชนะการเลือกตั้งและมีีที่นั่งมากที่สุดในสภา หลังจากที่รัฐบาลนำโดยพรรคคอมมิวนิสต์เหมาอิสต์เนปาล (UCPN-M) ถูกรัฐประหารที่นำโดยนายทหารระดับสูงในปี 2552 กระบวนการร่างรัฐธรรมนูญก็ถูกบล๊อคไปด้วย

กระบวนการสันติภาพได้ริเริ่มขึ้นเป็นหนึ่งในกระบวนการเปลี่ยนผ่านไปสู่ระบอบประชาธิปไตย แต่มันก็ถูกก่อกวนจากชนชั้นสูง โดยเฉพาะนายทหารระดับสูงรอยัลลิสต์ของกองทัพเนปาล

เคเบิลได้เผยตัวตนมอริอาตี้ผู้ขมขื่น ที่พยายามอย่างสุดลิ่มทิ่มประตูที่จะโน้มน้าวให้คนเชื่อว่า กระบวนการสันติภาพที่ลงนามโดยเหมาอิสต์ในปี 2549 นั้น เป็นเพียงแผนการณ์เพื่อที่จะช่วยให้พวกเหมาอิสต์สามารถขยายแนวคิดและวาระแห่งการปฏิวัติเท่านั้นเอง เคเบิลเหล่านี้ได้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของท่านฑูตที่จะบล๊อคกระบวนการสันติภาพนี้

เคเบิลหลักชิ้นหนึ่งระบุวันที่ 22 กันยายน 2549 สถาบันพระมหากษัตริย์เพิ่งถูกโค่นโดยการลุกขึ้นสู้ของมวลชนจำนวนมหาศาล ซึ่งกองทัพปลดแอกประชาชนเหมาอิสต์ได้ร่วมมือกับพรรคการเมืองกระแสหลักและ พรรคอนุรักษ์นิยมโค่นล้มพระมหากษัตริย์ที่่เผด็จการจนสำเร็จ

ในข้อตกลงซึ่งถูกทำให้หยุดชะงักไป กลุ่มเหมาอิสต์และพรรคการเมืองเหล่านี้ เห็นพ้องต้องกันที่จะจัดให้มีการเลืิอกตั้งและเปิดสมัยสภาโดยทันทีเพื่อพิจารณาวาระหลักเพื่อการเปลี่ยนผ่านเนปาลอย่างขนานใหญ่ กลุ่มเหมาอิสต์ยุติการต่อสู้้ด้วยอาวุธ และเซ็นข้อตกลงสันติภาพในเดือนพฤศจิกายน 2549

กองทัพปลดแอกประชาชนเนปาลประกาศหยุดยิง และพรรคการเมืองแนวอนุรักษ์นิยมกว่ากลุ่มอื่นๆ ตกลงร่วมกันที่จะเริ่มปฎิรูปสังคมเนปาล

ในช่วงเวลาที่เคเบิลนี้เขียนขึ้นมา มันเป็นช่วงภาวะสูญญากาศทางการเมือง กษัตริย์เนปาลพ่ายแพ้บนท้องถนน และกองทัพเหมาอิสต์สามารถเดินบนท้องถนนกลางกรุงกาฎมัณฑุเป็นครั้งแรกในรอบทศวรรษ กระนั้นก็ตาม มันก็ใช้เวลาอีกร่วมหนึ่งปีไปเพื่อการเจรจาระหว่างกันจนได้ข้อยุติเรื่องรัฐบาลรักษาการ โดยมีตัวแทนเหมาอิสต์อยู่ในคณะรัฐบาลรักษาการด้วย



ยามนี้มันได้เปิดเผยให้เห็น อย่างน้อยก็ในบางด้าน ว่าเพราะเหตุใดกระบวนการเหล่านี้จึงใช้เวลานานนัก เพราะจักรวรรดิอเมริกาได้แทรกแซงกระบวนการทางการเมืองของเนปาล เพื่อพยายามที่จะป้องกันไม่ได้กลุ่มเหมาอิสต์ ซึ่งเป็นกลุ่มการเมืองที่มีมวลชนสนับสนุนมากที่สุดในเนปาล เข้ามาอยู่ร่วมในคณะรัฐบาล

ในเคเบิล มอริอาตี้เขียนว่า “ มันดูเหมือนว่าเวลาแห่งการเผชิญหน้าในเนปาลกำลังย่างกรายเข้ามา . . . เหมาอิสต์จัดตั้งอย่างหนักและจัดการเดินขบวนครั้งใหญ่หลายครั้งตลอดเดือน ตุลาคมที่ผ่านมา . . . ถ้ารัฐบาลยังคงปฏิเสธที่จะยอมทำตามข้อเสนอของพวกเขา กลุ่มเหมาอิสต์ ตามแหล่งข้อมูลที่เชื่อถือได้หลายแหล่ง ดูเหมือนว่าจะมีความพร้อมที่จะเคลื่อนเข้ามายังเมืองหลวงในเดือนพฤศจิกายน เพื่อใช้มาตรการรุนแรงในเมืองหลวง โดยใช้ภาพการเดินขบวนเป็นเครื่องบังหน้า” เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ เกรงกลัวว่า “เส้นทางสู่อำนาจของ” เหมาอิสต์ จะเพิ่มมากขึ้นหลังจากโค่นพระมหากษัตริย์ลงได้แล้ว

ในช่วง 5 ปี นับตั้งแต่เคเบิลเหล่านี้ได้เขียนขึ้นมา พรรคคอมมิวนิสต์เหมาอิสต์เนปาล ยังคงยึดมั่นในกระบวนการสันติภาพ ยังคงริเริ่มและผลักดันแนวทางเพื่อการเปลี่ยนแปลงอย่างขนานใหญ๋ และการร่างรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน โดยยึดมั่นในแนวทางการประท้วงอย่างสันติวิธี

กระบวนการสันติภาพยังคงอยู่ในสภาวะชะงักงัน การสร้างการเปลี่ยนแปลงสังคมอย่างบูรณาการถูกขัดขวางจากพรรคร่วมรัฐบาล เคเบิลระบุว่า เมื่อต้องเผชิญกับบล๊อคเหล่านี้ กลุ่มเหมาอิสต์ขู่ว่าจะออกไปถอนตัวออกไปจากกระบวนการเจรจา และหันกลับไปใช้มาตราการกดดันข้อเรียกร้องด้วยพลังมวลชน

ในเคเบิลเดือนกันยายน 2549 มาริอาตี้กล่าวว่า ข่าวดี คือ กลุ่มเหมาอิสต์ข่มขู่เรื่องเหล่านี้้เพื่อเป็นการบลั๊ฟทางการเมืองเท่านั้น จริงๆแล้วเหมาอิสต์มีมวลชนค่อนข้างน้อย และก็ไม่มีทางที่จะเอาชนะกองทัพของรัฐบาลได้ถัาจะต้องสู้รบกันอย่างซึ่งๆ หน้า”

นี่คือคำกล่าวที่น่าขบขันยิ่ง โดยเฉพาะเมื่อมองย้อนไปในช่วงเวลานั้น เมื่อการเลือกตั้งได้จัดขึ้น สื่อกระแสหลักและรับบาลจากประเทศต่างๆ พากันให้ข่าวกันอย่างต่อเนื่องว่า เหมาอิสต์มีผู้สนับสนุนไม่มากนัก และมีการประมาณการว่าเหมาอิสต์จะได้รับเลือกเข้ามาโดยทิ้งช่วงห่างมากเป็น ลำดับที่สาม แต่ผลปรากฎว่า เหมาอิสต์พิสูจน์ให้เห็นว่าเป็นพรรคการเมืองที่ได้รับความนิยมสูงสุดใน ประเทศ

ในเคเบิลที่จ่าหัวว่า “เราจำต้องทำอะไรบ้าง” มอริอาตี้ร่างยุทธศาสตร์ให้กับสหรัฐฯ เพื่อป้องกันไม่ให้การปฏิวัติของกลุ่มเหมาอิสต์ประสบความสำเร็จ

มอริอาตี้ประกาศว่า เราจำเป็นจะต้องเพิ่มความความเป็นไปได้ที่่บรรดาผู้นำที่นี่จะเลือกตัดสินใจในสิ่งที่ถูกต้อง ผมได้เข้าพบปะหารือกับนายกรัฐมนตรีอย่างสม่ำเสมอ ได้ขอร้องให้นายกรัฐมนตรี (จนถึงบัดนี้ ก็ยังไม่ประสบความสำเร็จ) สั่งการให้้กองกำลังตำรวจปฏิบัติหน้าที่ของผู้รักษากฎหมาย และยังได้สั่งการและกำกับให้ท่านนายกปฏิบัติตามคำขอร้องในระดับต่ำสุดคือ ไม่ให้กลุ่มกองกำลังติดอาวุธเหมาอิสต์ย่างเท้าเข้ามาอยู่ในรัฐบาลได้ (เท่าที่ปรากฎ ข้อเรียกร้องนี้ประสบความสำเร็จกว่าข้อแรก)

“พวกเรายังได้ผลักดันให้พรรคการเมืองหลักพรรคอื่น . . . ให้การสนับสนุนนายกรัฐมนตรี ในการจัดการกับกองกำลังติดอาวุธ และกดดันให้นายกรัฐมนตรี สั่งการให้ตำรวจใช้กำลังจัดการกับกลุ่มเหมาอิสต์ ผมยังได้จุดประเด็นเหล่านี้โดยการไปเยี่ยมเยียนค่ายทหารหลายค่าย . . . และได้กล่าวประนามการใช้ความรุนแรงของกลุ่มเหมาอิสต์อย่างเปิดเผย “รัฐมนตรีฝ่ายซ้ายได้พากันเรียกร้องให้ขับผมออกจากประเทศ แต่อย่างน้อยประชาชนบางคนที่นี่ เริ่มพูดคุยกันถึงเรื่องการใช้ความรุนแรงของกลุ่มเหมาอิสต์บ้างแล้ว“

เคเบิลนี้พิสูจน์ว่าทูดสหรัฐฯ ไม่เพียงแต่ผลักดันให้กลุ่มเหมาอิสต์หลุดไปจากเป็นรัฐบาล แต่ยังเรียกร้องให้กำลังตำรวจปราบปรามขบวนการเหมาอิสต์อีกด้วย

มันเป็นการแทรกแซงการเมืองภายในของเนปาลอย่างอย่างหยาบคาย และน่ารังเกียจอย่างที่สุด - โดยเฉพาะมันชัดเจนว่า มีเป้าประสงค์เพื่อปิดกั้นพลังประชาชนและข้อเรียกร้องอันยุติธรรมของพวกเขา

หลังฉาก สหรัฐฯ ได้ต่อต้านกระบวนการเปลี่ยนแปลงประเทศไปสู่ระบอบประชาธิปไตยในเนปาล - และสนับสนุนกลุ่มพลังทางการเมืองที่สามารถดำรงอำนาจกดขี่ประชาชนของพระมหากษัตริย์ให้อยู่ต่อไป


สังคมชาวเนปาลต่างก็ชิงชังพวกตำรวจ ที่คอรัปชั่นกันทั้งระบบ ที่ใช้มาตราการทั้งการทรมาน ข่มขืนและลอบสังหารประชาชน

ในประเทศที่รัฐบาลเผิกเฉยต่อความอยู่ดีมีสุขของประชาชนในชนบทอย่างสิ้นเชิงเช่นนี้ บ่อยทีเดียวที่สถานีตำรวจท้องถิ่น คือสำนักงานของรัฐฯ ที่มีเพียงแห่งเดียวในพื้นที่นั้น ไม่มีทั้งโรงพยาบาลหรือโรงเรียน มีเพียงพวกนักเลงหัวไม้ที่คอรัปชั่น และให้ความคุ้มครองเจ้าที่ดินและนายทุนเงินกู้เท่านั้น

ในช่วงสงครามประชาชนในทศวรรษที่ 2533 สิ่งแรกที่ขบวนการชาวนาที่ลุกขึ้นสู้กระทำคือ การโจมตีและทำลายโรงพักต่างๆ

พอถึงช่วงต้นทศวรรษ 2543 ตำรวจต่างก็ถูกขับให้ออกไปพ้นพื้นที่หมู่บ้านต่างๆ ในชนบททั่วเนปาล การเรียกร้องให้ตำรวจเคลื่อนกำลังเข้าโจมตีพื้นที่ของเหมาอิสต์ หมายถึงการเรียกร้องให้รัฐบาลดำรงไว้ซึ่งความโหดร้ายที่กระทำต่อประชาชนในช่วงแห่งสงครามปลดแอก

มอริอาตี้ยังคงได้เรียกร้องให้รัฐบาลสหรัฐฯ เตรียมส่งอาวุธล๊อตใหญ่มาที่เนปาล

ตลอดช่วงระยะเวลาแห่งสงครามประชาชน สหรัฐฯและชาติตะวันตกได้บริจาคอาวุธยุทโธปกรณ์ให้กับกองทัพแห่งพระมหากษัตริย์เนปาล แม้ว่าจะมีข่าวเกี่ยวกับความโหดร้ายที่พวกเขากระทำต่อประชาชนเผยแพร่ออกไปแล้วก็ตาม

มันแสดงให้เห็นว่า เพราะเหตุใด สหรัฐฯ มาสู่ข้อสรุปอย่างรวดเร็วในการมองทัพเนปาลในฐานะเครืองมือที่สหรัฐฯ วางใจมากที่สุด และเป็นพันธมิตรเพื่อร่วมกันกำจัดขบวนการปลดแอกประชาชน

มอริอาตี้เขียน “พวก เราจำเป็นจะต้องเตรียมรับมือในความเป็นไปได้ที่เหมาอิสต์จะกลับไปใช้ความรุนแรงอีกครั้งหนึ่ง ในเดือนพฤศจิกายน ประเด็นสำคัญคือการประนามการใช้ความรุนแรงของกลุ่มเหมาอิสต์อย่างรวดเร็วที่สุด ในขณะเดียวกันก็จัดการส่งอาวุธ 4,500 กระบอกหรือมากกว่านั้นที่มีในคลังอาวุธมาให้กับกองทัพเนปาลมาโดยทันที
“อาวุธเหล่่านั้นจะส่งผลสะเทือนทางเทคนิคในทันที แต่สิ่งที่สำคัญยิ่งกว่าคือ มันจะช่วยอุ้มรัฐบาลที่อยู่ภายใต้แรงกดดันอย่างมหาศาลให้ต้องยอมแพ้ในอยู่ต่อไปได้”

ถ้ามีกองกำลังต่อต้านความรุนแรงที่พร้อมรับคำสั่ง สหรัฐฯ ก็มีความพร้อมที่จะให้อาวุธปืนกับพวกเขาตามที่ต้องการเพื่อใช้ในการบดขยี้ประชาชนของตัวเองที่ลุกขึ้นมาต่อสู้

เมื่อกระบวนการสันติภาพกำลังดำเนินไปด้วยดี สถานฑูตสหรัฐฯ ได้ทุกทุกวิถีทางในอำนาจที่มี เพื่อจะทำลายกระบวนการสันติภาพ และแสวงหาหนทางที่จะบดขยี้กลุ่มเหมาอิสต์และมวลชนของพวกเขา - แม้แต่ว่าจะต้องจ่ายด้วยราคาแห่งการจุดไฟสงครามประชาชนขึ้นมาอีกครั้งหนึ่งก็ตาม

ถ้ากระบวนการสันติภาพเนปาลล้มเหลวและมีการปะทะระหว่างมวลชนเกิดขึ้นจริงๆ ในอนาคต ความผิดจะไม่ได้เกิดจากกลุ่มเหมาอิสต์ พวกเขาได้แสดงให้เห็นถึงความอดทนอดกั้นอย่างถึงที่สุด ที่จะปรานีปรานอมกับกระบวนการสันติภาพ พวกเขาได้เสียสละอย่างมากแล้ว

พวกเรารู้ตั้งแต่แรกแล้วว่า สหรัฐฯ พยายามจะทำให้กระบวนสันติภาพต้องหยุดชะงัก

เคเบิลเหล่านี้ได้แสดงให้เห็นถึงบทบาทของอินเดียในเนปาลด้วยเช่นกัน เนปาลโดยพฤตินัยเป็นอาณานิคมของอินเดียมานานมาก ทั้งนักการเมือง ระบบเศรษฐกิจ และกองทัพของเนปาล รวมทั้งในอีกหลายแง่มุมของวีถีสังคมล้วนอยู่ภายใต้การครอบงำของอินเดีย

หนึ่งข้อเรียกร้องสำคัญของบวนการเหมาอิสต์คือการเปลี่ยนแปลงความสัมพันธ์ที่ไม่เท่าเทียมนี้ และเริ่มจัดรูปแบบความสันพันธ์ระหว่างสองประเทศขึ้นมาใหม่ บนพื้นฐานแห่งการเคารพในความเท่าเทียม เคารพอธิปไตยและอำนาจในการตัดสินอนาคตของตัวเองของชาวเนปาล

เหมาอิสต์ได้กล่าวหาอินเดียที่เข้ามาแทรกแซงกระบวนการทางการเมืองของเนปาลมานานแล้ว และโดยเฉพาะอย่างยิ่งในความพยายามที่จะบิดเบื้อนความหมายที่แท้จริงของการต่อสู้ของพวกเขาและรวมทั้งมุ่งทำลายขบวนการเหมาอิสต์

มันคือความลับที่รับรู้กันอย่างกว้างขวาง แต่ยามนี้มันมีหลักฐานสำคัญที่ชี้ชัด

ในเคเบิลของมอริอาตี้ของเดือนกันยายน 2549 เขาได้เปิดเผยให้เห็นถึงบทบาทของฑูตอินเดียในความพยายามบล๊อครัฐบาลรักษาการที่มีกลุ่มเหมาอิสต์รวมอยู่ด้วย และในการผลักดันให้ตำรวจใช้ความรุนแรงเหมือนที่เคยทำ

เขากล่าว “ผมได้ประสานความร่วมมืออย่างใกล้ชิดกับพันธมิตรอินเดียที่นี่ และในนามส่วนตัว เขาได้กดดันข้อเสนอเดียวกับผม “คือตำรวจจำเป็นจะต้องทำหน้าที่ผู้พิทักษ์กฎหมาย และรัฐบาลเนปาลไม่ควรปล่อยให้กองกำลังเหมาอิสต์เข้ามานั่งอยู่ในรัฐบาลรักษาการ”

มอริอาตี้จบเคเบิลเขาด้วยการเขียน “ชัยชนะของเหมาอิสต์จะช่วยสร้างขวัญกำลังใจให้กับกองกำลังฝ่ายซ้ายทั้งหลายและเป็นภัยคุกคามต่อเสถียรภาพของทั้งภูมิภาค ดังนั้นจึงจำเป็นที่พวกเราจะต้องทำทุกวิถีทางที่สามารถทำได้เพื่อป้องกันผลที่จะเกิดตามมา”

ชัยชนะของเหมาอิสต์จะนำสิ่งเหล่านี้มาแน่นอนและมากกว่านี้อีก

ในยุคสมัยแห่งวิกฤติทุนนิยมเช่นนี้ คุณภาพของวิถีชีวิตลดต่ำลง สินค้าขึ้นราคา สงครามจักรวรรดินิยมและความพยายามควบคุมขบวนการปลดแอกประชาชนที่ปะทุขึ้น ทั่วโลก การที่เนปาลได้รับอิสระภาพ และเคลื่อนเข้าสู่กระบวนการเปลี่ยนแปลงสังคมอย่างขนานใหญ่ จะกลายเป็นดังเช่นแสงไฟแห่งความหวังในท่ามกลางความมืดมิด

และแล้ว ในปี 2554 ในยามที่ประชาชนยึดครองถนนทั่วทั้งอาฟริกาและตะวันออกกลาง ในทันทีทันใดนั้น คำว่า “ปฏิวัติ” ไม่ได้ดูเป็นคำที่ล้าสมัยหรือว่าเปล่งออกมาจากการยึดมั่นอุดมการณ์เท่านั้น แต่มันเป็นปรากฎการณ์ร่วมสมัย ที่เติบโตอย่างมั่นคง ทันท่วงที และมันคือความจริง ชัยชนะของเหมาอิสต์ในเนปาล ได้ส่งกระแสคลื่นที่ซ๊อคทั้งสังคมโลกและมัน “เป็นภัยคุกคามต่อเสถียรภาพ” อย่างแท้จริงต่อเผด็จการทั้งหลาย ไม่ใช่เฉพาะในอาฟริกาเท่านั้น

ไม่ว่าสถานฑูตสหรัฐฯ จะพยายามจะแค่ไหนก็ตามที่จะเปลี่ยนแปลงความจริงเรื่องนี้ ก็ไม่สามารถจะทำได้สำเร็จอีกต่อไป

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น