วันศุกร์ที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2557

ตร.แถลงรวบ ‘ชุดดำ’ ก่อเหตุปี 53 ภรรยา ‘ร่มเกล้า’ โพสต์ขอบคุณ

โดยก่อนหน้านั้น ‘ฮิวแมน ไรต์ วอตช์’ แถลง ‘กิตติศักดิ์’ ถูกจับจากที่ทำงาน โดยญาติไม่ทราบ วอนยุติการจับกุมผู้ต้องสงสัยตามอำเภอใจ และหยุดนำผู้ต้องหาไปคุมขังในสถานที่ลับ สุดท้ายโผล่ชื่อแถลงข่าวตำรวจ
11 ก.ย. 2557 เวลา 12.45 น. ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ พล.ต.อ. สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ พล.ต.ต.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล รรท.ผบช.ภ.1 พล.ต.ต.วิรุฬ เอี่ยมไพจิตร์ รอง ผบช.ภ.1 พ.ต.อ.ประสพโชค พร้อมมูล รอง ผบก.ป. ร่วมกับเจ้าหน้าที่ฝ่ายทหาร นำโดย พล.ต.เทพพงษ์ ทิพยจันทร์ รองแม่ทัพภาคที่ 1 แถลงผลการจับกุมกลุ่มชายชุดดำ ที่ก่อเหตุใช้อาวุธปืนและวัตถุระเบิด ยิงใส่เจ้าหน้าที่ ระหว่างการชุมนุมบริเวณแยกคอกวัว เมื่อวันที่ 10 เม.ย. 53 จนเป็นเหตุให้ พล.อ. ร่มเกล้า ธุวธรรม เสียชีวิต ขณะปฏิบัติหน้าที่
พล.ต.อ.สมยศ กล่าวว่า จากกรณีเมื่อวันที่ 10 เม.ย. 2553 เวลาประมาณ 20.00 น. มีการปฏิบัติการขอคืนพื้นที่จากกลุ่มผู้ชุมนุม โดยเฉพาะบริเวณอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ถนนตะนาว และบริเวณข้างเคียง โดยใช้กำลังเจ้าหน้าที่ทหาร เป็นกำลังหลักในการปฏิบัติ ขณะนั้นได้มีกลุ่มคนร้ายแต่งกายเป็นชายชุดดำ ใช้อาวุธสงครามยิง และขว้างระเบิดใส่ทำร้ายเจ้าหน้าที่ทหาร และพี่น้องประชาชนจนเป็นเหตุให้มีเจ้าหน้าที่ทหารและประชาชนได้รับบาดเจ็บ และถึงแก่ความตายจำนวนหลายราย รวมทั้ง พล.อ.ร่มเกล้า ซึ่งเสียชีวิตในที่เกิดเหตุในคืนวันนั้นด้วยดังกล่าว
โดยสามารถจับกุมผู้ต้องหาได้ทั้งหมด 5 คน ประกอบด้วย นายกิตติศักดิ์ สุ่มศรี นายปรีชา อยู่เย็น นายรณฤทธิ์ สุริชา นายชำนาญ ภาคีฉาย และ นางปุณิกา ชูศรี ส่วนอีก 2 คน ที่อยู่ระหว่างการหลบหนี ประกอบด้วย นายธนเดช เอกอภิวัชร์ และ นายวัฒนโชค จีนปุ้ย นอกจากนี้ ยังมี นายธัมม์รัตน์ สุ่มศรี ผู้ต้องหาอีก 1 คน ที่เสียชีวิตระหว่างหลบหนี ตั้งแต่ปี 2555         
จากการสอบสวนเบื้องต้น ทั้ง 5 คน ให้การรับสารภาพว่า เป็นกลุ่มชายชุดดำที่ก่อเหตุดังกล่าวจริง สอดคล้องกับหลักฐานของตำรวจ ทั้งหลักฐานภาพถ่าย คลิปวิดีโอ ชัดเจน ที่จะดำเนินคดีกับผู้ต้องหาทั้งหมดได้ ขณะเดียวกัน ให้การซัดทอดว่า นายจักรินทร์ เรืองศักดิ์วิชิต หรือ เสธ.ไก่ ซึ่งถูกออกหมายจับจากศาลจังหวัดทหารบกสระบุรี เป็นผู้บงการและจัดหาอาวุธ โดยยังอยู่ระหว่างการติดตามจับกุม
"สำหรับสาเหตุนั้นเป็นลักษณะขบวนการมีหัวโจก มีอุดมการณ์ มีความเกลียดชัง มีค่าจ้างจึงได้ร่วมกันทำ สำหรับคดีดังกล่าวเป็นคดีพิเศษอยู่ในความรับผิดชอบของกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติ จะดำเนินการขออนุญาตทางดีเอสไอ ให้คณะทำงานเข้าร่วมการสอบสวนครั้งนี้ด้วย เพื่อนำคดีดังกล่าวเป็นคดีหลักต่อไป สำหรับการสืบสวนจับกุมว่าสามารถจับกุมได้ที่ไหนอย่างไรนั้นไม่ขอเปิดเผยเป็น เรื่องที่ตำรวจต้องทำงาน จะเอาวิธีไปบอกโจรไม่ได้ ต่อไปจะทำงานลำบาก หลังจากนี้หากมีตำรวจคนไหนเปิดเผยวิธีการจับกุมคนร้ายก็ต้องถูกลงโทษบ้าง" พล.ต.อ.สมยศ กล่าว
สำนักข่าวไทย รายงานถึงกรณี นายจักรินทร์ ด้วยว่าเจ้าหน้าที่ทราบว่าได้วางแผนสั่งการให้ที่บ้านริมน้ำในซอยรามอินทรา 34 และอยู่ระหว่างสอบสวนขยายผล หลังพบนางสาวกริชสุดา คุณะเสน ซึ่งเคยถูก คสช. ควบคุมตัว เคยโอนเงินให้กลุ่มผู้ต้องหาทุกคน
ASTVผู้จัดการ รายงานด้วยว่า เส้นทางการดำเนินการของกลุ่มคนร้ายมีทั้งหมด 8 คน รวมนายธัมมรัตน์(ดำ) สุ่มสี ที่เสียชีวิตไปก่อนหน้านี้ โดยทั้งหมดได้วางแผนและรับมอบอาวุธกันที่คอนโดบ้านริมน้ำ ถนนรามอินทรา 34 จากนั้นทั้งหมดได้เดินทางโดยใช้รถตู้ สีขาว เพื่อเดินทางไปที่เกิดเหตุ จากนั้นทั้งหมดได้ขับรถขึ้นทางด่วนรามอินทรา มาลงยมราช และจอดรถที่ซอยวัดมหรรพาราม ถ.ตะนาว เมื่อลงจากรถก็เดินไปตามถนนตะนาวมุ่งหน้าไปที่แยกคอกวัว ก่อนถึงแยกคอกวัวได้ผ่านจุดคัดกรองเจอการ์ดของกลุ่มนปช.ซึ่งมีตำรวจร่วมด้วยแต่ตำรวจจุดนั้นไม่มีอาวุธ ตรงจุดนี้พบว่ากลุ่มคนร้าย 3 คนมีอาวุธไปด้วย การ์ดของกลุ่มนปช.เข้ามาตรวจถ่ายรูป จากนั้นได้ปล่อยเข้าไปด้วยรหัสผ่าน"พิราบขาว" ก่อนที่คนร้ายได้เดินไปตรงธนาคารออมสิน จากนั้นเริ่มใช้อาวุธยิง ระดมยิงใส่ชุดทหารที่อยู่ฝั่งตรงกันข้าม หลังจากยิงเสร็จได้ถอนย้อนกลับมาที่จุดรถตู้จอด ระหว่างทาง นายธัมมรัตน์ ซึ่งถือเครื่องยิงเอ็ม 79 มาด้วย ถูกตำรวจล็อคตัวไว้พร้อม ยึดเครื่องยิงเอ็ม 79 เอาไว้ได้ ส่วนคนร้ายกลุ่มผู้ชุมนุมใช้คนมากดดันแย่งตัวไปได้ จากนั้นคนร้ายทั้งหมดได้มารวมตัวกันอีกครั้งที่รถตู้จอดไว้ขับรถอ้อมไปถนนตะนาว เข้าถนนดินสอ มาสวนกันเจ้าหน้าที่ทหารที่ใช้รถฮัมวี จุดนั้นคนค่อนข้างเยอะก็เบียดกันคนร้ายได้ลดกระจกลงมา หนึ่งในผู้ต้องหาตะโกนด่าทหาร "ไปทำเหี้ยอะไรที่นี่ ทำไมไม่ไปปฏิบัติการที่ภาคใต้" คำพูดนี้ทำให้ทหารสามารถจำหน้าได้ 1 คน ที่อยู่ในรถ หลังจากนั้นกลุ่มคนร้ายก็แยกย้ายหลบหนีกันไปหลายปี ตำรวจทหารก็เฝ้าสืบสวนสอบสวนต่อเรื่องจนมีหลักฐานแน่ชัดขออนุมัติหมายศาลออกหมายจับจนจับกุมได้
ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ ได้แจ้งข้อหา ร่วมกันมีและใช้อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิดที่นายทะเบียนไม่สามารถออกใบอนุญาตให้ได้ พกพาอาวุธปืนและวัตถุระเบิดไปในเมือง หมู่บ้าน หรือ ทางสาธารณะ โดยไม่ได้รับอนุญาต หรือไม่มีเหตุอันควร และจากนี้ จะนำตัวผู้ต้องหาทั้งหมด ส่งกองปราบปราม ดำเนินคดีต่อไป
 
ภรรยา พล.อ.ร่มเกล้าขอบคุณ คสช.-ตำรวจ หวังโยงถึงผู้สั่งการ
นางนิชา หิรัญบูรณะ ธุวธรรม ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี ฝ่ายข้าราชการประจำ และภรรยา พล.อ.ร่มเกล้า ธุวธรรม อดีตรองเสนาธิการกองพลทหารราบที่ 2 รักษาพรองค์ (พล.ร.21 รอ.) โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัว “Nicha Hiranburana Thuvatham” กล่าวของคุณ คสช. ทหาร ตำรวจ ถึงกรณีการจับกุมดังกล่าว โดยระบุว่า ทำให้ความเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรมกลับคืนมา ซึ่งเป็นส่วนสำคัญของกระบวนการปรองดองสมานฉันท์ พร้อมระบุว่าเหตุการณ์ความรุนแรงปี 53 มีผู้เกี่ยวข้องจำนวนมาก และยังถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง ทำให้การดำเนินคดีในช่วงที่ผ่านมา ไม่มีความโปร่งใส ไม่เป็นที่ยอมรับ ขาดความเชื่อมั่น โดยรายละเอียดดังนี้

  • 1) จากการแถลงข่าวการจับกุมคนร้ายชายชุดดำปี 2553 ดิฉันขอขอบคุณเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่ายทั้งทหาร ตำรวจ ที่ติดตามคดีให้ หลังจากหมดหวังไปแล้ว ขอขอบคุณ ค.ส.ช. และท่าน ผบ.ตร. พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง ที่กรุณาติดตามคดี เพื่อเรียกความเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรมกลับคืนมา ซึ่งเป็นส่วนสำคัญของกระบวนการปรองดองสมานฉันท์ ซึ่งข้ามผ่านไม่ได้ และเป็นมาตรฐานสากล ในเรื่องการค้นหาข้อเท็จจริงและกระบวนการยุติธรรม
  • 2) เหตุการณ์ความรุนแรงในปี 53 เป็นเหตุการณ์ใหญ่ มีผู้ได้รับผลกระทบจำนวนมาก คดีมีความซับซ้อน ทั้งตัวคดีเอง ซึ่งมีผู้เกี่ยวข้องจำนวนมาก และยังถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง ทำให้การดำเนินคดีในช่วงที่ผ่านมา ไม่มีความโปร่งใส ไม่เป็นที่ยอมรับ ขาดความเชื่อมั่น ถึงจุดที่ดิฉันหมดความไว้ใจในกรมสอบสวนคดีพิเศษ คนตายทั้งคน บอกว่าไม่มีหลักฐานใดๆ และไม่มีความพยายามติดตามคดีให้เลย
  • 3) อย่างไรก็ดี เป็นนิมิตรหมายดี ที่บัดนี้ หน่วยงานความมั่นคงทั้งทหาร ตำรวจและเจ้าหน้าที่ดีเอสไอที่มีจิตสำนึกได้ร่วมกันสืบค้นคดีนี้ แต่ก็คงต้องใช้ความรอบคอบอย่างมาก เพราะในช่วงที่ผ่านมา ไม่ทราบว่าเกิดอะไรขึ้นบ้างกับหลักฐานข้อเท็จจริงของคดีทั้งหมด จึงอยากขอฝากให้นำข้อเท็จจริงจากผลการสอบสวนข้อเท็จจริงของ คอป. คณะกรรมการสิทธิมนุษยชน และ คณะอนุกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงคดีพล.อ.ร่มเกล้า ธุวธรรม ของวุฒิสภาฯลฯ มาประกอบสำนวนคดีให้ครบถ้วนเพื่อนำไปสู่การขยายผลให้ได้ข้อเท็จจริงอย่างสมบูรณ์ต่อไป
  • 4) วันนี้ อย่างน้อย ก็ได้ข้อสรุปให้สังคมประจักษ์ว่ามีชายชุดดำที่ทำร้ายทหารและประชาชนผู้บริสุทธิ์จริง หวังว่าจะโยงถึงผู้สั่งการ ผู้เกี่ยวข้องกับคดีทั้ง 89 ศพในปี 53 และอยากฝากให้เร่งติดตามคดีผู้เสียชีวิตในเหตุการณ์ชุมนุมปี 56-57 ด้วย เพราะเหตุการณ์เพิ่งเกิดขึ้นไม่นาน ยังมีความหวังที่จะได้ตัวผู้กระทำผิด อย่าปล่อยให้คดีล่วงเลยเหมือนปี 53
  • 5) คนถามมากถึงความรู้สึกว่าดีใจไหม ดิฉันไม่มีอะไรจะดีใจและเสียใจแล้ว เพราะสามีดิฉันไม่มีวันฟื้นคืนชีวิต มีแต่หน้าที่ในโลกที่ต้องทำต่อไปจนกว่าจะหมดเวลา เจตนาที่ติดตามคดีนี้ก็เพื่อความเป็นธรรมของสังคม เพื่อชีวิตที่บริสุทธิ์ของประชาชนและเจ้าหน้าที่รัฐที่จะไม่ต้องตายเหมือนสามีดิฉัน ไม่ต้องมีครอบครัวใครนั่งร้องไห้ตายทั้งเป็นเหมือนดิฉัน ความจริงเป็นสิ่งไม่ตาย ความยุติธรรมนานเพียงใดก็รอได้
  • 6) ขอขอบคุณทุกท่านที่ให้กำลังใจและรอคอยติดตามคดีของพี่ร่มเกล้ากับดิฉันมาตลอด ขอให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ซึ่งมีใจบริสุทธิ์ต่อบ้านเมืองในการทำงานค้นหาความจริงเพื่อประโยชน์ของชาติบ้านเมืองต่อไปค่ะ

นิชา หิรัญบูรณะ ธุวธรรม
11 กันยายน 2557
 
"ฮิวแมน ไรต์ วอตช์" ชี้ ‘กิตติศักดิ์ ถูกจับจากที่ทำงาน โดยญาติไม่ทราบ
โดยก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 9 ก.ย. ที่ผ่านมา "ฮิวแมน ไรต์ วอตช์" (Human Rights Watch) องค์การด้านสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ ออกแถลงการณ์ เรียกร้องให้ไทยยุติการจับกุมผู้ต้องสงสัยตามอำเภอใจ และหยุดนำผู้ต้องหาไปคุมขังในสถานที่ลับ โดยบุคคลที่ ฮิวแมน ไรต์ วอตช์ ระบุว่าผู้ถูกจับกุมตัวดังกล่าวคือ ‘กิตติศักดิ์ สมศรี’ ซึ่งภายหลังปรากฏชื่อในแถลงการจับกุมกรณีนี้ด้วย
โดยแถลงการณ์ของ ฮิวแมน ไรต์ วอตช์ ระบุว่า ความพยายามของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติที่จะค้นหา กิตติศักดิ์ สมศรี  อายุ 47 ปี ผู้สนับสนุน นปช. ไม่ประสบความสำเร็จ
ครอบครัวกิตติศักดิ์ระบุว่าหลังจากเขาถูกจับไม่นานก็ได้รับโทรศัพท์จากบุคคลนิรนามแจ้งว่าทหารได้ควบคุมกิตติศักดิ์ภายใต้กฎอัยการศึกในที่ซึ่งไม่อาจเปิดเผยเพื่อสอบถามข้อมูล และจะถูกปล่อยตัวอย่างปลอดภัยไม่ถูกแจ้งข้อกล่าวหา ภายใน 7 วันนี้หากครอบครัวยอมเงียบ อย่างไรก็ตาม ทางกองทัพไม่ยอมรับว่าได้ทำการจับกุมและควบคุมตัวเขาไว้ ทำให้เกิดความตระหนกถึงความปลอดภัยของเขา
เวลาประมาณ 19.00 น.ของวันที่ 5 ก.ย. ทหารนอกเครื่องแบบได้เข้าจับกุมกิตติศักดิ์ที่สำนักงานพัฒนาสมรรถนะครูและบุคคลากรอาชีวศึกษา บางเขนที่เขาทำงานอยู่ วันต่อมาครอบครัวเข้าแจ้งความกับตำรวจ เพื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจไปยังที่เกิดเหตุก็พบว่าทหารได้ลบภาพในกล้องวงจรปิดในบริเวณนั้นหมดแล้ว
กรมสอบสวนคดีพิเศษได้แจ้งข้อกล่าวหากิตติศักดิ์ก่อนหน้านี้ว่ามีส่วนร่วมในเหตุการณ์ระเบิดและเหตุความรุนแรงอื่นๆ ในความขัดแย้งทางการเมืองระหว่างนปช. และรัฐบาลอภิสิทธิ์ในปี 2553 และหมายจับกิตติศักดิ์ออกมาในเดือนสิงหาคม 2553 แต่เขาก็ไม่ได้ถูกจับหรือถูกดำเนินคดีในข้อกล่าวหานี้
"การบังคับให้สูญหายในกรณีของกิตติศักดิ์ สมศรี แสดงให้เห็นว่าทหารไทยไม่เคารพต่อสิทธิขั้นพื้นฐานแต่อย่างใดเลย ภายใต้กฎอัยการศึก" แบรด อดัมส์ ผู้อำนวยการ ฮิวแมน ไรต์ วอตช์ ภาคพื้นเอเชีย กล่าว

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น