วันอังคารที่ 27 ธันวาคม พ.ศ. 2554


นับถอยหลังยุบพรรคเพื่อไทย
บทความพิเศษโดย นายฉลาด ยามา ทนายความ
วันที่ 12 ธันวาคม 2554

                        พรรคการเมืองคือ การร่วมกันของประชาชนที่มีอุดมการณ์เดียวกัน หรือกลุ่มคนเสื้อแดง แม้จะไม่ได้เป็นพรรคการเมืองแต่เป็นกลุ่มคนที่มีอุดมการณ์ ต้องการให้ประเทศเป็นประชาธิปไตยและมีความเป็นธรรม มีเป้าหมายเดียวกันกับการเป็นพรรคการเมือง ไม่ว่าประเทศไหนในโลกนี้ที่เป็นประชาธิปไตยก็มีพรรคการเมืองทุกประเทศ เพียงแต่ต่างประเทศไม่มีประเทศไหนที่จะมีกฎหมายให้ยุบพรรคการเมืองในฐานความผิด เช่น ประเทศไทย

            แต่ประเทศไทยเป็นเพียงระเทศเดียวที่มีกฎหมายให้ยุบพรรคการเมืองได้ ในกรณีคณะกรรมการบริหารพรรคกระทำความผิด ซึ่งเป็นการกระทำความผิดของบุคคล กฎหมายให้ยุบพรรคการเมืองได้ของประเทศไทย เป็นการใช้กฎหมายที่ขัดต่อหลักการใช้กฎหมาย(Rule of Law) กฎหมายดังกล่าวนี้ถูกบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ (มาตรา 237) ซึ่งเป็นกฎหมายสูงสุด

            เป็นที่ทราบกันโดยตลอดว่า ประเทศไทยปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตย แต่การเป็นประชาธิปไตยของประเทศไทยเป็นระบอบประชาธิปไตย แต่ประชาชนไม่มีอำนาจที่แท้จริง อำนาจที่แท้จริงอยู่ภายใต้การสั่งการของอำมาตย์และมือที่มองไม่เห็นกับทุกหน่วยงาน จึงทำให้รัฐบาลที่ประชาชนเลือกเข้ามาเป็นตัวแทนใช้อำนาจ ตกเป็นโมฆะคือ ความเสียเปล่า จะสั่งการอะไรหน่วยงานของรัฐไม่ได้ ถ้าการสั่งการนั้นไม่ได้รับความเห็นชอบจากอำมาตย์และมือที่มองไม่เห็น ก็จะต้องหยุดการสั่งการโดยปริยาย นี่คือการใช้ของอำนาจรัฐจากรัฐบาลของประชาชน

            ความไร้เสถียรภาพในการใช้อำนาจของรัฐจะดำรงอยู่เช่นนี้ไปถึงวันที่อำมาตย์และมือที่มองไม่เห็นต้องการนั่นคือ ทำลายพรรคการเมืองที่ประชาชนเลือกตั้งด้วยคะแนนเสียงท่วมท้นให้สลายไปตามความต้องการ  ให้รัฐบาลของประชาชนหมดไปจากประเทศไทย จะคงให้มีได้แต่พรรคที่เป็นของพวกอำมาตย์และมือที่มองไม่เห็นบริหารประเทศต่อไปอย่างต่อเนื่อง และยาวนานเท่าที่จะยาวนานได้

            ในช่วงที่อำมาตย์และมือที่มองไม่เห็น ยังคงดำรงอำนาจเหนือกว่าอำนาจของประชาชน การดำเนินการใดในการบริหารประเทศก็จะเป็นไปเพื่อกลุ่มของพวกอำมาตย์ ทรัพยากรของชาติ ภาษีอากร และรายได้ของรัฐจะถูกจัดแบ่งผลประโยชน์ในกลุ่มของอำมาตย์รวมทั้งสิทธิเสรีภาพ ความเสมอภาคในทุกด้าน โดยเฉพาะความเสมอภาคในด้านกฎหมายหรือความยุติธรรม ประชาชนฝ่ายตรงข้ามอำมาตย์จะถูกบังคับใช้กฎหมายอย่างไม่เป็นธรรมถูกเป็นผิด เรียกว่าถูกบังคับตามอำเภอใจ(Will) สภาพเช่นนี้ไม่มีประเทศใดที่ปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตย แต่ประเทศไทยมี!!! ใครจะทำไม ???

            วันนี้พรรคเพื่อไทย ซึ่งเป็นพรรคการเมืองที่มีผู้มีสิทธิจำนวนมากกว่า 15 ล้านเสียง ได้มอบอำนาจให้บริหารประเทศ โดยประชาชน และเพื่อประชาชน ตามนโยบายที่เสนอไว้แก่ประชาชนและรัฐสภา นี่ก็บริหารมาได้ 3 เดือนเศษ เป็นเวลาเพียงระยะสั้นๆ  แต่อำมาตย์และมือที่มองไม่เห็นถือว่าเป็นระยะเวลาที่ยาวนานมาก จึงไม่ประสงค์ให้พรรคเพื่อไทยได้ใช้อำนาจรัฐคือ อำนาจของประชาชนบริหารประเทศอีกต่อไป

            เหตุที่อำมาตย์และมือที่มองไม่เห็น ไม่มีความประสงค์จะให้พรรคเพื่อไทยบริหารประเทศ ตามหลักการระบอบประชาธิปไตยจริงๆแล้ว แม้วันเดียวก็ไม่ต้องการให้บริหาร แต่ประเทศต่างๆทั่วโลกสนับสนุนเป็นจำนวนมาก ทำให้อำมาตย์และมือที่มองไม่เห็นไม่กล้าที่จะกระทำใดๆกับพรรคเพื่อไทย คงปล่อยให้เป็นไปตามขั้นตอนของระบอบประชาธิปไตย แม้จะให้มีอำนาจการบริหารประเทศ แต่ก็มีเงื่อนไขที่พรรคเพื่อไทยจะต้องปฏิบัติตามที่อำมาตย์และมือที่มองไม่เห็นกำหนด พรรคเพื่อไทยก็จำยอมต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขทุกข้อ โดยปราศจากเงื่อนไขใดๆทั้งสิ้นและโดยเคร่งครัดเสียด้วย

            จึงมีคำถามว่า ประเทศนี้ปกครองด้วยระบอบอะไร??? ประชาธิปไตยหรืออำมาตยาธิปไตย ตอบว่าเป็นทั้งประชาธิปไตยอำมาตยาธิปไตย แม้ว่าจะเป็นอำมาตยาธิปไตยในส่วนหนึ่งก็ตาม แต่หาเป็นความพอใจของอำมาตย์และมือที่มองไม่เห็น เมื่อเป็นเช่นนี้ อำมาตย์และมือที่มองไม่เห็น ก็ต้องหาวิธีการทุกวิธีเรียกว่าใช้ ยุทธศาสตร์ในทุกทาง เพื่อจะหาเหตุยุบพรรคเพื่อไทย

            ยุทธศาสตร์นี้เริ่มด้วย ปล่อยน้ำท่วมครั้งใหญ่ในประวัติศาสตร์ชาติไทย สร้างความเสียหายจำนวนหลายแสนล้านเท่าที่ปรากฏไปแล้ว และรัฐบาลได้แก้ไขปัญหานี้ให้ยุติได้ คงเหลือแต่การฟื้นฟูความเสียหายที่ยังดำรงอยู่เท่านั้น  


เหตุการณ์น้ำท่วมครั้งใหญ่(วิกฤตมหาอุทกภัย) ครั้งนี้  หลายฝ่ายบอกว่าเป็นภัยธรรมชาติ แต่แท้จริงแล้วเป็นภัยจากการกระทำของมนุษย์  ซึ่งมีผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับเรื่องน้ำได้กล่าวไว้ว่า เป็นการกระทำของมนุษย์ ที่กล่าวและสรุปจากถ้อยคำสำนวนที่ท่านกล่าวออกมาว่า การปล่อยน้ำจำนวนมากเป็นความจงใจของมนุษย์และต้องมีผู้รับผิดชอบ

            ความจงใจในเรื่องการปล่อยน้ำแบบมีวัตถุประสงค์คือ เพื่อให้รัฐบาลแก้ไขไม่ได้ แล้วก็ถือโอกาสนี้ล้มรัฐบาลของประชาชนล้มเหลวในการบริหาร ตามวัตถุประสงค์ของอำมาตย์และมือที่มองไม่เห็น แต่รัฐบาลก็สามารถแก้ปัญหาให้ลุล่วงไปได้ เงื่อนไขของอำมาตย์และมือที่มองไม่เห็นก็ไม่สามารถทำอะไรรัฐบาลได้

            อำมาตย์และอำนาจของมือที่มองไม่เห็น ก็ดำเนินการยุทธศาสตร์แบบใหม่ และยุทธศาสตร์ใหม่นี่แหละที่รัฐบาลจะต้องเผชิญศึกหนักมาก และคิดว่าคงจะต้านไม่ได้เสียด้วย และเรื่องนี้ได้เริ่มแล้วกล่าวคือ กรณีการที่ กกต. มีมติ 4 : 1 ให้นายจตุพร พรหมพันธุ์ขาดสมาชิกภาพของพรรค จึงพ้นสภาพจากการเป็น ส.ส. ซึ่งจะนำมติของ กกต. ส่งต่อประธานสภาผู้แทนราษฎร์และในวันที่ 25-30 ธันวาคมนี้ การนี้เมื่อประธานสภารับสำนวนจาก กกต. ก็จะต้องนำส่งต่อศาลรัฐธรรมนูญ และศาลรัฐธรรมนูญจะต้องวินิจฉัยตามมติของ กกต. นายจตุพร พรหมพันธุ์ ก็จะพ้นสภาพการเป็นผู้แทนราษฎร์ทันทีแต่ถ้าหากศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า กกต. มีมติไม่ชอบ ก็จะไม่พ้นสภาพ ส.ส. เรื่องนี้ก็ยุติ เข้าสู่สภาพปกติ(แต่การวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญตามแนวทางนี้โอกาสมีน้อยมาก)

            การพ้นสภาพเป็นผู้แทนราษฎรตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ จะก่อปัญหาต่อไปว่า เมื่อนายจตุพร พรหมพันธุ์ พ้นสภาพจากการเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรด้วยประเด็นที่ว่า ขาดสมาชิกภาพการเป็นสมาชิกพรรคการเมืองตามที่มติ กกต. เสนอเรื่องมา ก็จะเกิดผลกระทบต่อพรรคเพื่อไทยที่ไม่สามารถแก้ไขอะไรได้ เพราะจะมีประเด็นต่อไปก็คือว่า เมื่อนายจตุพร พรหมพันธุ์ ขาดสมาชิกภาพของพรรคเพื่อไทยแล้ว พรรคเพื่อไทยส่งนายจตุพร พรหมพันธุ์ สมัครรับการเลือกตั้งได้อย่างไร  เพราะลงสมัครลงรับการเลือกตั้งจะต้องมีหัวหน้าพรรคการเมืองผู้สมัครสังกัด และหัวหน้าพรรคการเมืองนั้นเซ็นรับรองจึงจะสามารถเป็นผู้สมัครเลือกตั้งได้ และใครล่ะ เป็นผู้ต้องเซ็นรับรองผู้สมัครตามกฎหมายก็คือ หัวหน้าพรรคการเมืองเป็นผู้เซ็นรับรอง เมื่อเป็นเช่นนี้ ท่านผู้อ่านเริ่มพอคาดเดาได้แล้วใช่ไหมว่า โอกาสนับถอยหลังยุบพรรคเพื่อไทยได้ เพราะการเซ็นรับรองผู้สมัครที่มิได้เป็นสมาชิกหรือขาดจากการเป็นสมาชิก หรือพ้นสภาพการเป็นสมาชิกของพรรค ตามมติของ กกต. หัวหน้าพรรคการเมืองใดเซ็นรับรองให้เป็นผู้สมัคร หัวหน้าพรรคการเมืองนั้นเป็นผู้กระทำความผิดที่ไม่อาจโต้แย้งใดๆได้เลย

            เมื่อหัวหน้าพรรคการเมืองกระทำความผิด ก็เข้าองค์ประกอบความผิดตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญมาตรา 237 ศาลรัฐธรรมนูญก็จะต้องวินิจฉัย และวันนั้นพรรคเพื่อไทยก็จะถูกยุบ ตามบัญญัติของรัฐธรรมนูญที่กล่าวแล้ว ด้วยเหตุนี้ใครที่สนับสนุนพรรคเพื่อไทยก็ขอให้เริ่มนับถอยหลังได้แล้วครับ พรรคเพื่อไทยจะถูกยุบหรือไม่ถูกยุบ ในเร็ววันนี้ก็คงจะรู้ผล เตรียมใจรอรับผลดังกล่าวไว้ด้วยนะครับ สำหรับพวกอำมาตย์และมือที่มองไม่เห็นเขาคงเตรียมดีใจ หรือได้เลี้ยงฉลองชัยชนะนี้ไปก่อนแล้วก็ได้

            สรุปอีกครั้งครับ นับถอยหลังวันที่พรรคเพื่อไทยถูกยุบได้แล้ว วิธีการนับก็คือ วันที่ 25-30 ธันวาคมนี้ กกต. นำสำนวนส่งประธานสภา ประธานสภารับสำนวนไว้ และตรวจสอบให้เวลากันแบบสุดๆก็ 3 เดือน และก็นำส่งศาลรัฐธรรมนูญให้เวลาศาลรัฐธรรมนูญอีก 3 เดือน เบ็ดเสร็จคงใช้เวลาประมาณ 6 เดือนเศษ พรรคเพื่อไทยก็จะถูกยุบตามกลไกของอำมาตย์และมือที่มองไม่เห็น สมความปรารถนาและเป็นไปตามวัตถุประสงค์ทุกประการ ผู้ที่สนับสนุนพรรคเพื่อไทยทำใจไว้ได้เลยครับแต่ถ้าการวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญเป็นตรงข้าม พรรคเพื่อไทยก็โชคดี แคล้วคลาดจากภัยอันตรายนี้ แต่ก็จะประสบกับภัยต่อไป และไม่ทราบ
ว่าภัยนั้นจะมาในรูปแบบไหน ก็ต้องจับตาดูและติดตามกันต่อไป

            *** หมายเหตุ ตามที่ นปช. แถลงข่าวและแจ้งว่าพรรคของพวกเรา ก็คือพรรคเพื่อไทยถูกยุบก็เลือกตั้งใหม่ พวกเราก็จะได้เสียงเพิ่มขึ้น นับว่าเป็นการคาดการณ์ที่สุ่มเสี่ยงมาก เพราะท่านไม่ทราบหรือว่า อำมาตย์และมือที่มองไม่เห็นเตรียมปิดประเทศ ไม่ทราบว่าจะปิดไปอีกนานเท่าไร แต่ก่อนปิดประเทศจะเกิดการเข่นฆ่าประชาชนเป็นจำนวนมาก ข่าวเช่นนี้มีมาโดยตลอด ท่านไม่ทราบหรือครับ ถ้าไม่ทราบ ขอได้โปรดรับทราบไว้ เสียงที่ว่าจะเพิ่มได้อย่างไร ถ้าเหตุการณ์เป็นไปตามข่าวนี้ สิ่งที่ท่านจะทำได้โดยไม่ต้องคิดให้เมื่อยสมองก็คือ นับถอยหลังวันยุบพรรคเพื่อไทยเท่านั้น สิ่งนี้ต่างหาก นปช.จะต้องเตรียมป้องกันมิให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ ถ้าเกิด!!!ท่านจะต้องเตรียมแผนไว้แก้ไขอย่างไรด้วย และต้องระดมสมองของคณะบริหาร นปช. เตรียมการไว้ได้โดยเร็ว เพราะวันเวลาที่ผ่านไปแต่ละวันนั่นคือ การก้าวไปสู่วันยุบพรรคเพื่อไทยอันใกล้นี้
http://redusala.blogspot.com

1 ความคิดเห็น:

  1. ไม่ระบุชื่อ3 มีนาคม 2556 เวลา 23:51

    แม้พ่อไม่เคยบอกให้เรารักพ่อแต่เรารู้ด้วยสัญชาตญาณของเราเอง
    ท่านเหนื่อยมามากแล้ว"
    หยุดความรุนแรงซะเถอะ เพื่อให้พ่อสบายใจ
    ข้าราชการโรงเรียนเสนาธิการทหารบก

    ตอบลบ