วันจันทร์ที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2554


ความปรองดองจะเกิด
     ถ้าอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ กับพวก ขึ้นศาล หรือติดคุกเมื่อใด  เมื่อนั้น ความปรองดองอันแท้จริง จึงจะเกิดขึ้นได้

    ข้อความนี้ผมไม่ได้เขียนขึ้นเอง แต่ได้เขียนมาจากการรับฟังบุคคลที่เชื่อถือได้มากกว่าสิบคน เช่นนายทหารใหญ่จากกองทัพอากาศ ทัพเรือ และทัพบก รวมทั้งตำรวจใหญ่ นักการเมืองใหญ่ ครูบาอาจารย์และพ่อค้าประชาชน (ตัดคนเสื้อแดงออก)แต่ละคนพูดตรงกันว่า ต้องเอานายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ “กับพวก” เข้าคุกให้ได้ จึงจะเกิดความปรองดอง  โดยมีคำอธิบายชัดถ้อยชัดคำถึงเหตุผลว่าเหตุไรจึงต้องเอาอดีตนายกฯนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ กับพวก เอาตัวเข้าไปขังในคุกแล้วส่งฟ้องศาลเสียก่อน จึงจะสร้างความปรองดองได้จริง ซึ่งเป็นคำอธิบายที่จะสามารถเผยแพร่ได้ทั้งในและนอกประเทศ

          หลังจากผมได้รับฟังความเห็นจากบุคคลที่เชื่อได้ดังกล่าว ต่อมาผมก็ได้อ่านบทความของ “คน เมืองคอน” เขียนลงในเว็บ พีเพิ่ล ออน ไลน์ ในหน้าเดียวกันนี้แหละ   เขียนในชื่อเรื่องว่า “วาทะ ปรองดอง ใครกำลังหลอกใคร” ?  เมื่ออ่านจบก็นึกอยากเขียนเรื่องในทำนองเดียวกันนี้เสริมเข้ามาทันที เพื่อจะได้ช่วยกันเคาะสนิมที่“ปิดกั้น” ความปรองดองให้หลุดออกไปจากหัวใจของคนไทยให้ได้ในระดับหนึ่ง เพื่อจะเปิดโอกาสให้คนไทยได้รับสภาพจิตที่เป็นอิสระ ไม่ตกเป็นทาสของความโกรธ ความเกลียด อันหมายถึงการมีหัวใจที่เป็นไท (อิสระ) แก่ตนเอง จะได้มีจิตใจอยากร่วมมือกันสร้างความปรองดองต่อไปให้เห็นผลอย่างแท้จริง โดยไม่เลือกสีเสื้อว่าจะเป็นแดง เหลือง หรือหลากสี

                ใช่เลย ต้องเอานายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ กับพวกเข้าคุก
                จึงจะทำให้เกิดความปรองดองอย่างแท้จริงได้

      วิธีการที่จะเคาะสนิมจากหัวใจได้นี้นะครับ ผมเขียนจากข้อแนะนำจากผู้ที่มีพื้นฐานความน่าเชื่อถือ ซึ่งแต่ละท่านได้ให้คำแนะนำ “คล้ายคลึงกัน” ที่ได้กล่าวว่าจิตใจของคนไทย ๖๕ ล้านคนมีจิต “ใต้สำนึก” ตรงกันทุกอย่างได้แก่จิตใจของทุกคนอยากให้ประเทศนี้-เมืองนี้มีแต่ความปรองดองไม่แบ่งฝักแบ่งฝ่าย อยากเห็นประเทศชาติเจริญก้าวหน้า มีความเจริญรุ่งเรื่องเฉกเช่นนานาอารยะประเทศทั้งหลาย ไม่อยากเห็นประเทศไทยของตัวเองเจริญช้า หรือเจริญไม่ทันเขา ไม่อยากถอยหลังเข้าคลอง รวมทั้งไม่อยากเห็นแผ่นดินนี้มีแต่ความขัดแย้งไม่รู้จักจบสิ้น

       ผมจึงนำข้อเสนอให้มีการ “เคาะสนิมหัวใจ” มามอบให้ท่านผู้อ่านดังนี้

       หนึ่ง ...! การเคาะสนิมเบื้องแรก ได้แก่ความเข้าใจการเมืองในแนวทางประชาธิปไตยนั้น จะต้องเชิดชูการเลือกตั้งเป็นวิถีหลักเท่านั้น ไม่มีวิถีอื่นใดที่จะยอมรับได้ โดยเฉพาะได้แก่การไม่ยอมรับการกระทำของทหารที่ใช้อำนาจเผด็จการทำรัฐประหาร ฉีกรัฐธรรมนูญทิ้งโดยอ้างโน้นอ้างนี่ ในที่สุดกลายเป็น “ปาหี่” ที่ทำขึ้นด้วยจิตใจที่พอกพูนไปด้วยอวิชชา ริษยา พยาบาท อาฆาต ของเวร ทำแล้วแทนที่จะดีขึ้น กลับยิ่งทำให้ประเทศชาติถอยหลังเข้าคลอง

      สอง...! กรณีการเอ่ยอ้างถึงความจำเป็นว่าจะต้องจัดการกับ พ.ต.ท. ดร. ทักษิณ ชินวัตรที่ใช้วิธีการยึดอำนาจไปจากรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง ที่ฝ่ายอำมาตย์กับพรรคประชาธิปัตย์ และพวกพันธมิตร เชื่อเป็นตุเป็นตะว่าทหารทำถูกต้อง ก็จงเคาะสนิมให้ออก ให้มองเห็นว่าประเทศไทยมีขื่อมีแปนะครับ มีศาลเป็นที่พึ่งสูงสุด เหตุไร ทหารจึงไม่ยอมใช้ศาลเล่าครับ ?

       สาม...! กรณีประชาชนในนามของ นปช. รวมตัวกันเรียกร้องประชาธิปไตย ยื่นข้อเสนอให้ยุบสภาแล้วจัดการเลือกตั้งขึ้นมาใหม่ โดยประกาศว่าหากพรรคประชาธิปัตย์ชนะการเลือกตั้ง คนเสื้อแดงก็จะหยุดการเคลื่อนไหวทั้งหมด จะรออีก ๔ ปี จึงค่อยมาแข่งขันกันใหม่ แต่ถ้าพรรคเพื่อไทยชนะการเลือกตั้ง ทางพรรคประชาธิปัตย์และพวกอำมาตย์จะต้องไม่ก่อกวนอีกต่อไป จะต้องเลิกก่อความวุ่นวาย

      ข้อเสนอแบบนี้ ประดาคนที่ถือฝักถือฝ่ายขอได้โปรดเคาะสนิมออกจากใจ แล้วถามกับตนเองว่าทหารเอาเหตุผลอะไรมาใช้ เอาใจส่วนไหนมาตัดสิน...จึงกล้าฆ่าประชาชนเลือดแดงฉานบนท้องถนน โดยมีภาพและคลิปมากมาย ทหารยืนจังก้า มือกุมปืน ในชุดนักรบมาจากอวกาศ ยิงเอา...ยิงเอา อันเป็นการตั้งใจฆ่าราวกับว่าประชาชนเหล่านั้นไม่ใช่คนไทย

       สี่...! หลังจากได้สังหารประชาชนแล้วก็ได้โยนความผิดให้พวกเขา กล่าวหาว่าเป็นก่อการร้าย ป้ายสีว่าเป็นภัยต่อสถาบัน จึงจับยัดคุก ขังลืม ไม่ยอมให้การประกันตัว ไม่เอาใจใส่ต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน ทำให้หัวใจของคนเสื้อแดงสุดแสนจะเจ็บปวด ชีวิตถูกเก็บกด มองไม่เห็นทางออก

       คนเสื้อแดงเพิ่งจะได้พบกับทางออก ในรัฐบาลพรรคเพื่อไทย โดยนายกรัฐมนตรีชื่อ น.ส. ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อันหมายความว่าถ้าพรรคประชาธิปัตย์ชนะการเลือกตั้ง ได้เป็นรัฐบาลอีก ชีวิตของคนเสื้อแดงไม่มีทางออกใดๆเลย จะมีก็แต่คุกและตะรางเป็นที่อยู่อาศัย คนเสื้อแดงบางคนอาจได้รับโทษประหาร ?!

      ท่านลองไตร่ตรองดู !แล้วเคาะสนิมออกจากใจให้ได้ จะเข้าใจดีว่าอะไรคือความยุติธรรม ?

      ห้า...! มาถึงวันนี้ ประเทศของเราเรียกหาความปรองดอง โดยฝ่ายพรรคเพื่อไทยประกาศออกมาว่าจะแก้ไข ไม่แก้แค้น ส่วนพรรคประชาธิปัตย์ก็จ้องจับพิรุธพรรคเพื่อไทยว่าทำเพื่อทักษิณคนเดียว และจ้องจับพิรุธไปหลายกระทวนท่า จ้องไม่กระพริบตา กลัวพรรคเพื่อไทยจะช่วยให้ พ.ต.ท. ดร. ทักษิณ ชินวัตร ได้รับการนิรโทษ...จึงตั้งท่าต่อต้านสุดเหยียด โดยมิได้ร่วมมือแสวงหาความปรองดองแต่อย่างใด

      หก...! บุคคลที่น่าเชื่อถือได้กล่าวหลายถ้อยคำเกี่ยวกับการสร้างความปรองดองในประเทศไทยว่า ถ้าจะทำให้เกิดความปรองดองอย่างได้ผลนั้น ให้ลืมเรื่อง“ทักษิณ” ไปเลย โดยไม่ต้องใส่ใจว่า พ.ต.ท. ดร.ทักษิณ ชินวัตร จะได้กลับประเทศไทยเร็วหรือช้า 

     ประการสำคัญให้เอานายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะกับพวกมาขึ้นศาลให้ได้ แล้วดำเนินการสืบสวน-สอบสวนตามหลักนิติรัฐ บนมาตรฐานเดียวกัน อย่าให้มี ๒ มาตรฐานหลงเหลือ ?

(ก)  ถ้าคนเสื้อแดงฆ่าคนเสื้อแดงตายตามข้อกล่าวหาจริง ก็สมควรได้รับโทษสถานหนัก
(ข) ถ้ายังยืนยันว่า พ.ต.ท. ดร. ทักษิณ ชินวัตร มีความผิด ก็ขอให้มีศาลเป็นที่พึง
(ค) คนที่ออกคำสั่งให้ทหารใช้อาวุธยิงประชาชนได้ จนเข้าข่ายเป็นฆาตกร ก็ต้องเป็นจำเลยเช่นเดียวกับคนเสื้อแดงที่ตกเป็นจำเลย
(ง)  คนที่ชื่อสูงส่งในสังคมไทย เช่นอดีตนายกรัฐมนตรี “นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” และรองนายกรัฐมนตรี “นายสุเทพ เทือกสุบรรณ” รวมทั้ง  ทหารใหญ่หลายคน สามารรถฆ่าตนทิ้งโดยไม่มีความผิดกระนั้นหรือ ? เมื่อพวกเขาทำให้ประชาชนล้มตายเกือบร้อย บาดเจ็บอีก ๒๐๐๐ พวกเขา เป็นอาชญากรอยู่แล้ว เหตุไรจึงอยู่เหนือกฎหมายด้วยเล่า ?
(จ)  ดังนั้น จึงหมายความว่าเมื่อทุกฝ่ายเข้าสู่กระบวนการ “ยุติธรรม” อย่างเสมอหน้ากัน ใครผิดว่าไปตามผิด ใครถูกก็ว่าไปตามถูก ขึ้นอยู่กับจ้อเท็จจริงและหลักฐานได้ถูกนำเอามาเป็นพยาน ให้เป็นตัวชี้ขาดปัญหา ถ้าทำอย่างนี้ได้ก็จะสามารถ “เคาะ”สนิมที่บังตาได้ดีกว่า

เจ็ด...! บุคคลที่น่าเชื่อถือยังได้กล่าวถึง “จุดเริ่มต้น” ที่จะต้องเคาะสนิมให้หลุดไปจากดวงจิตที่ถูก อวิชชาครอบงำทำให้ไม่รู้ว่าประเทศไทยยังไม่เป็นประชาธิปไตย ด้วยการให้เรียนรู้ว่าหัวใจในระบอบประชาธิปไตยอันมีกษัตริย์ทรงเป็นองค์ประมุขนั้น ต้องประกอบขึ้นด้วยหลัก ๖ ประการ

(๑)  ประชาชนเป็นเจ้าของอำนาจประชาธิปไตย โดยใช้กติกา “เสียงข้างมาก” มาจากการเลือกตั้งเป็นทฤษฎีชี้นำ

(๒) อย่าให้ผู้หนึ่งผู้ใดอ้างเอา “สถาบัน” เบื้องสูงมาข่มขู่คุกคามประชาชน เป็นอันขาด

(๓) พวกอำมาตย์จงจดจำเหตุการณ์เมื่อ ๑๙ ปี ในกรณีพฤษภาทมิฬ ๒๕๓๕ คราวนั้น ความเลวร้ายจบลงได้ด้วยพระบารมีมากล้น บ้านเมืองที่กำลังฆ่ากันเลือดเนืองนองกลับเข้าสู่ความสงบได้ภายใน ๕ ชั่วโมงเท่านั้น ...เป็นที่น่าอัศจรรย์ใจยิ่ง

(๔) แล้วเหตุไร ในกรณี ๑๐ เมษายน ๒๕๕๓ อำมาตย์ จึงไม่ดำเนินการเฉกเช่นเดียวกัน ทำไมจึงยังปล่อยให้มีการฆ่าใหญ่อย่างสยดสยองที่ราชประสงค์และวัดปทุมวนารามหนักหน่วงขึ้นมาอีก จึงมีคำถามว่าอำมาตย์จดจำเหตุการณ์ “พฤษภทมิฬ” อันทรงคุณค่ายิ่งไม่ได้เลยเชียวหรือ ?ผมอยากกล่าวว่าอำมาตย์จงใจทำให้สถาบันได้รับความเสียหาย [ทำให้เจ้าล้มไปจากประชาชน]หรือไม่ก็ถูกอวิชชาครอบงำจนหลงทาง ? ไม่อย่างใดก็อย่างหนึ่งเป็นแน่

(๕) เมื่อบ้านเมืองเผชิญปัญหาอย่างร้ายแรงตั้งแต่ ๑๐ เมษา..มาจนถึงวันนี้ โดยไม่มีการติดตามเอาผู้ร้ายตัวจริงมาลงโทษ [คนเขาไม่เชื่อว่าคนเสื้อแดงเป็นผู้ร้ายตัวจริง] ความเข้าใจแบบนี้มันได้เป็นอุปสรรคขัดขวางและฝังลึกเข้าไปในใจ แม้ว่าจะได้ยินวิทยุและทีวีเป่าหูเช้าเย็นว่าให้รู้รักสามัคคี ให้รักใคร่ปรองดองกันเถิดพี่น้องไทย ก็ไม่มีหัวใจที่จะรับฟังด้วยความรู้สึกอิ่มเอิบเหมือนเมื่อก่อน ทั้งนี้เนื่องจากคดีของคนเสื้อแดงยังคงรอเอาคอขึ้นเขียง ทั้งๆที่คนเสื้อแดงไม่ได้เป็นผู้ก่อการร้ายอะไรเลย ใจมันร้องหาความเป็นธรรม !

(๖) เอานายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ กับพวกมาเข้าแถวเดินเข้าหาคดีอาญาอย่างเสมอหน้ากันซีครับ มันถึงจะเกิดความยุติธรรมขึ้นมาได้ และนั่น “คือหนทางสร้างความปรองดอง” ที่แท้จริงที่สังคมนี้จะต้องร่วมกันพิเคราะห์อย่างจริงจัง โดยมิให้อคติใดๆเข้ามาครอบงำ

       แปด...ท่านผู้น่าเชื่อถือท่านหนึ่ง บ้านเรือนอยู่จังหวัดชุมพร (ขอสงวนนาม)เป็นอดีตข้าราชการยศสูงในกองทัพอากาศกล่าวว่า สภาวะทางจิตใต้สำนึกของคนไทยในวันนี้ เกิดความเสียใจและน้อยใจอย่างร้ายแรงที่ชนชั้นผู้ปกครองแบ่งแยกคนในชาติเดียวกันให้ฝ่ายหนึ่งรักและเทิดทูนองค์พระประมุขแล้วตอกย้ำคนไทยอีกกลุ่มหนึ่ง ว่าเป็นภัยต่อสถาบัน แม้ว่าคนผู้นั้นจะตอบโต้ว่าไม่ได้เป็นภัยก็ไม่ยอมรับฟัง 

       ดังตัวอย่าง พ.ต.ท. ดร. ทักษิณ ชินวัตร ได้รับเคราะห์กรรมตรงนี้เต็มพิกัด ?

       ดังนั้น เมื่อพิเคราะห์สภาพจิตใต้สำนึกของคนไทยในวันนี้ จะพบว่ามันไม่ใช่เป็นเรื่องของการเมืองเสียแล้ว สิ่งที่เกิดขึ้นมิใช่เป็นการแข่งขันทางการเมืองตามปกติของชาวโลก หากแต่มันเป็นความอาฆาต พยาบาท จองเวร หมายที่จะเล่นงานพรรคเพื่อไทยให้พังพินาศไปทุกเครือข่าย ดังจะเห็นได้จากการไล่ล่าพ.ต.ท. ดร. ทักษิณ ชินวัตร ราวกับอาชญากรสงคราม รวมทั้งเสียงขู่ที่ดังออกมาตลอดเวลาว่ารัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร จะอยู่ได้ไม่เกิน ๖ เดือนบ้างละ แล้วลดลงมาเหลือไม่เกิน ๓ เดือนบ้างละ อันเป็นการคำพูดแบบขี้รดหัวใจ มิได้ตระหนักแม้แต่นิดว่าพรรคเพื่อไทยชนะมา ๑๕ ล้านเสียง

      บรรยากาศทางการเมืองของพรรคประชาธิปัตย์ในวันนี้มิได้ตั้งอยู่ในฐานะฝ่ายค้าน สิ่งที่พรรค ปชป. กำลังทำอยู่ คือไล่ถอดถอน ฟ้องยุบพรรค และกล่าวหาซ้ำซากทั้งๆที่พรรคเพื่อไทยเพิ่งจะมีอำนาจบริหารตามรัฐธรรมนูญ เมื่อวันที่ ๒๖ สิงหาคม ๒๕๕๔ [เพิ่งจะได้ ๔ วันเท่านั้น]

      เก้า...! อย่างไรก็ตาม ถ้าจะสร้างความปรองดองให้ได้ผล ทางออกทางเดียวที่เหลืออยู่คือเอาตัวนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ กับพวกขึ้นสู่ศาลในฐานะอาชญากรเข่นฆ่าประชาชนให้ได้ 
     
     สรุป “ต้องยื่นคุก” ให้อภิสิทธิ์ ถ้าคิดจะปรองดอง ?
                                                                               สอาด จันทร์ดี
                                                                        ๒๙ สิงหาคม ๒๕๕๔
http://redusala.blogspot.com

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น