วันศุกร์ที่ 4 มกราคม พ.ศ. 2556

เปิดปม สัญญาสัมปทาน แบบ “เหนือเมฆ”

เปิดปม สัญญาสัมปทาน แบบ “เหนือเมฆ” ช่อง 3-อสมท. ปริศนา เบื้องหลัง ฉากละคร “เซ็นเซอร์” เพื่อ “ต่อรอง” !!!

กรณีปัญหา ช่อง 3 ประกาศเลิกฉายละคร "เหนือเมฆ 2 มือปราบจอมขมังเวทย์" โดยขึ้นตัววิ่งในช่วงละครเย็น วันที่ 4 มกราคม 2556 โดยอ้างว่าตรวจสอบเนื้อหาไม่เหมาะสม แทนการออกมาแถลงข่าวชี้แจงโดยผู้บริหารนั้น ชัดเจนว่าเป็นความพยายามที่จะทำให้เกิดการเข้าใจผิดว่า เนื้อหาละครเหนือเมฆ 2  ที่เกี่ยวข้องกับการเมือง นั้นถูกฝ่ายการเมือง “สั่งแบน” ไม่ให้ออกอากาศ

นอกจากนี้เมื่อพิจารณาดูจากไทม์ไลน์ในการออกมาปล่อยข่าวเรื่องนี้ของช่อง 3 นั้นจะเห็นได้อย่างชัดเจนว่า มีจุดเริ่มต้นจากดาราสาว ตัวเอกของเรื่อง ออกมาปล่อยข่าวผ่านเฟสบุ๊ก ระบุว่า “ละครเหนือเมฆ 2 ถูกสั่งให้ตัดให้รีบจบเนื่องจากมีเนื้อหากระทบกับการเมือง”

แม้จะมีความพยายามลบโพสต์และแก้ข่าวในภายหลังว่า “เป็นความเข้าใจผิด”  แต่การโพสต์ทิ้งไว้ 4 ชั่วโมงก่อนที่จะแก้ข่าวนั้นเป็นจุดสำคัญอย่างยิ่งสำหรับการจุดประกายให้เกิดการพูดคุยในสังคม

จากนั้นในเช้าวันรุ่งขึ้น บรรดา “มวยใหญ่” ของทีมละครเรื่องนี้ ก็แสดงตัวออกมาแอ๊คชั่นหนักๆ เพื่อคอนเฟิร์มข่าวดังกล่าว  และสร้างความต่อเนื่องของเนื้อหา โดยเฉพาะในกลุ่มของ “เจ้าของบทประพันธ์” และ “ดาราใหญ่” ที่เป็นทีมงานเบื้องหลัง

จนกระทั่งจุดเป็นกระแสให้สังคมได้พูดถึงได้ !!

ล่าสุดก็มีความพยายามที่จะปล่อยข่าวให้พาดพิงฝ่ายรัฐบาล โดยอ้างแหล่งข่าวจาก “ผู้บริหารช่อง 3” ระบุว่า“สำนักนายกรัฐมนตรี กำลังพิจารณาดำเนินการกับละครเหนือเมฆ 2  เนื่องจากมีเนื้อหาที่ไม่เหมาะสม” !!!

เรื่องทั้งหมด ทีมงานละครเหนือเมฆ 2 และทางช่อง 3 พูดกันเอง ชงกันเอง ตบกันเองทั้งหมด

โดยที่ “ฝ่ายการเมือง” ซึ่งไม่ได้รับรู้เรื่องด้วยตั้งแต่ต้น ก็พูดอะไรไมได้จนอยู่ในอาการใบ้กิน

ที่สำคัญ ในช่วงเย็นวันที่ 4 มกราคม “ฝ่ายการเมือง” แทบทุกคนที่เกี่ยวข้องกับ “สื่อ” ได้ออกมาปฏิเสธการเข้าแทรกแซงละครเรื่องดังกล่าวและยืนยันฝ่ายสื่อสาธารณะ ต่างๆ อย่างชัดเจนว่าละครเรื่องนี้ยังจะมีการนำเสนอต่อไปในช่วงเวลาปกติ เนื่องจากไม่ได้มีการสั่งให้ตัดทอน เปลี่ยนบท หรือสั่งแบน ตามที่เป็นข่าว

แต่ก็ปรากฏว่า เป็นฝ่ายช่อง 3 เองที่ขึ้นตัววิ่ง ว่า “งดฉายละครเหนือเมฆ 2 เนื่องจากเนื้อหาไม่เหมาะสม” !!

กลายเป็น “สตอรี่ย์” ที่ทีมงานละครเหนือเมฆ 2 และช่อง 3 สร้างขึ้นมาเอง เพื่อ “เรียกแขกให้มาโจมตี” ฝ่ายการเมืองโดยเฉพาะ “สตอรีย์แบนละครเหนือเมฆ 2” ของช่อง 3 ที่กำลังพยายามสร้างกระแสกันอยู่ในขณะนี้ อยู่ในจังหวะเดียวกับที่ “ช่อง 3” กำลังประสบกับวิกฤติอย่างหนัก เกี่ยวกับปมปัญหา ที่ “บริษัท บางกอกเอ็นเตอร์เทนเม้นต์ จำกัด” ต่อสัญญากับ “บริษัท อสมท จำกัด(มหาชน)” โดยขยายอายุสัมปทานออกไปเป็นระยะเวลา 10 ปี ในสมัยที่ “สุรพล นิติไกรพจน์” นั่งเป็นอดีตประธานกรรมการ บริษัท อสมท. ฯ ในยุคที่ “รัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” เรืองอำนาจ

โดยเป็นการต่อสัญญา ที่มีการเล่นแร่แปลธาตุ ปรับเปลี่ยนรายละเอียดเงื่อนไขสัญญาที่ซับซ้อนซ่อนเงื่อน
แต่สุดท้าย บอร์ดอสมท. ยุคนั้นมีมติรับเงินเพียง  405 ล้านบาทให้มีการต่อสัญญาสัมปทานกับช่อง 3 ทั้งๆที่กฎหมายไม่ได้ให้อำนาจ 

ซึ่งสุ่มเสี่ยงที่จะเป็นการละเว้นการกระทำตามหน้าที่  เนื่องจากเป็นการไม่ทำให้เกิดการแข่งขันราคาอย่างเสรีและหลีกเลี่ยงการแข่งขันราคาอย่างเป็นธรรม แถมยังเป็นการเอื้อประโยชน์ให้ผู้อื่นได้ไปซึ่งผลประโยชน์ของรัฐ จนอาจจะทำให้ “รัฐ” ต้องสูญเสียรายได้ในสัมปทานไม่ต่ำกว่า 7,000 ล้านบาท !!

ซึ่งจะกลายเป็นความตามผิดตาม “พระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ” !!!

โดยเฉพาะเมื่อย้อนกลับไปดูผลประกอบการของช่อง 3 พบว่าในปี 2548 "บีอีซีเวิลด์" ผู้บริหารช่อง 3 มีรายได้ 2,420 ล้านบาท กำไร 881 ล้าน ,ปี 2549 มีรายได้ 6,951 ล้าน กำไร 1,642 ล้าน , ปี 2550 มีรายได้  7,968 ล้าน กำไร 2,251 ล้าน ,และ ปี 2551 มีรายได้  8,960 ล้าน กำไร 2,875 ล้าน
ซึ่งแน่นอนว่า การยอมตัด “ละคร” เพียง 1-2 ตอน เพื่อสร้างกระแสให้ “ประชาชน” หันมาถล่มฝ่ายการเมือง นั้นคุ้มค่าอย่างยิ่ง หากสามารถสร้างพลังของ “สื่อที่มีอิทธิพล” ว่าสามารถพลิก “สตอรีย์” ขึ้นมา ปลุกมวลชน มาสร้างผลกระทบกับ “รัฐบาล” ได้ด้วยมือเปล่า

เพื่อต่อรองกับ “ปมปัญหาทางกฎหมาย” ที่ “ช่อง 3” ได้สร้างเอาไว้กับ “รัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” ย่อมง่ายยิ่งกว่าพลิกฝ่ามือ

และจะยิ่งคุ้มค่า หากยอมเสีย “ละครไม่กี่ตอน” เพื่อความอยู่รอดของ “สถานี” และ “รายได้” นับหมื่นล้านบาท”






ดังนั้น “การเซ็นเซอร์ตัวเอง” ของ “ช่อง 3”  ด้วยการ สร้าง “ละคร (การเมือง) นอกจาก” สั่งแบน “ละครเหนือเมฆ 2” ก็เป็นไปได้สูงว่าเป็นการส่งสัญญาณกลายๆ ว่าหาก “ฝ่ายการเมือง” ไม่ช่วยเหลือ “ช่อง 3” ในเรื่อง ปมปัญหา “สัญญาณสัมปทาน”  

และ “สื่อน้ำเน่า” แห่งหนึ่งก็พร้อมที่จะสร้าง “สตอรีย์” ขึ้นมาสั่งสอน “ฝ่ายการเมือง” ได้ง่ายๆแม้จะเป็นเรื่องไร้สาระเหมือนครั้งหนึ่งที่ “สนธิ ลิ้มทองกุล” ใช้สื่อ อย่าง “สถานีโทรทัศน์ดาวเทียมเอเอสทีวี” สร้างสตอรีย์ทางการเมือง ป้ายสี “รัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร” ทั้งกรณี การทำบุญที่วัดพระแก้ว , การไม่จงรักภักดี , การแทรกแซงองค์กรอิสระ หรือแม้แต่ เผด็จการรัฐสภา

จนสร้างความเสียหายให้กับประเทศไทย ด้วยการ “รัฐประหาร 19 กันยายน 2549 ในท้ายที่สุด

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น