วันอาทิตย์ที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2554


เรื่องที่‘ไพร่’ต้องไม่ลืม!
 
http://www.dailyworldtoday.com/newsblank.php?news_id=10713
        รายงาน(วันสุข)
         จากหนังสือพิมพ์ โลกวันนี้ วันสุข
         ปีที่ 6 ฉบับที่ 310 ประจำวัน จันทร์ ที่ 16 พฤษภาคม 2011
         โดย วิษณุ บุญมารัตน์
         วันนี้มีชาวอำเภอธาตุพนม จังหวัดนครพนม เสียโอกาสกู้เงินเพื่อซื้อบ้านหลังแรก ดอกเบี้ย 0% ระยะเวลา 2 ปี ของธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) เพราะไม่มีสาขาของ ธอส. ที่ธาตุพนม ทำไม ส.ส. จึงไม่ทำหน้าที่นำความเจริญมาสู่ชาวธาตุพนม ทั้งที่ชาวบ้านได้ร้องเรียกผ่านนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ให้มีการตั้งสาขา ธอส. มาตลอด

ชาวธาตุพนมจึงขอฝากความหวังกับ ส.ส.ไพจิต ศรีวรขาน พรรคเพื่อไทย ขอให้ทำหน้าที่นำความเจริญมาสู่ชาวธาตุพนมด้วย เพราะชาวบ้านต้องการสร้างบ้านใหม่เพื่อให้ได้มาตรฐานเท่ากับประเทศสหรัฐอเมริกา
นายกฯอภิสิทธิ์ประกาศยุบสภาเมื่อวันที่ 9 พฤษภาคมแล้ว หลังจากนี้แต่ละพรรคการเมืองคงต้องวุ่นวายกับการเตรียมการเลือกตั้งในวันที่ 3 กรกฎาคมนี้


แม้จะมีโพลสำรวจความคิดเห็นของประชาชนออกมาว่าการเลือกตั้งในครั้งนี้พรรคประชาธิปัตย์เป็นรองพรรคเพื่อไทย แต่นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรีและเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ ยืนยันว่าพรรคประชาธิปัตย์จะชนะการเลือกตั้งได้เป็นรัฐบาลอีกครั้งแน่นอน


แล้วในที่สุดก็มีผู้มาช่วยยืนยันความน่าจะเป็นไปได้ที่พรรคเพื่อไทยจะได้เสียงสนับสนุนมากกว่า เมื่อนายกรณ์ จาติกวณิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง โพสต์ข้อความลงในเฟซบุ๊คของตน กล่าวถึงการที่นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ หนึ่งในแกนนำคนเสื้อแดงและครอบครัว ไปรับประทานอาหารที่ร้านอาหารเดียวกันกับตน โดยแสดงความเห็นว่า


“...ทำให้เราอดนึกขำไม่ได้ว่าคนที่เรียกตัวเองว่าไพร่ก็ไม่ได้ใช้ชีวิตแตกต่างไปจากคนที่เขาเรียกว่าเป็นพวกอำมาตย์สักเท่าใดนัก...”


นี่เองจึงเป็นเหตุให้เกิดการโพสต์ข้อความตอบโต้ระหว่างนายณัฐวุฒิกับนายกรณ์ จนกลายเป็นประเด็นที่สังคมนำมาวิพากษ์ถึงความเหมาะสม


แม้นายกรณ์จะออกมาปฏิเสธว่ามิได้ต้องการปลุกปั่นให้สังคมแตกแยก และไม่เคยเห็นว่าสังคมไทยมีความแตกต่างกัน แต่ข้อความที่ปรากฏในเฟซบุ๊คของนางวรกร จาติกวณิช ภรรยาของนายกรณ์ กลับสะท้อนให้เห็นถึงสิ่งที่คิดอยู่ในใจให้สังคมรับรู้ได้อย่างชัดเจน


“ณ ร้านอาหารในซอยทองหล่อคืนนี้ อำมาตย์และอำมาตย์หญิงแชร์เบียร์ไทย 1 ขวด ส่วนไพร่กับภรรยาดื่มไวน์ราคาแพง และมีพยาบาลตามมาดูแลลูก...”
หากเพียงแค่เสนาบดีกระทรวงการคลัง “นึกขำ” ที่ “ไพร่” ไม่ได้ใช้ชีวิตแตกต่างไปจาก “อำมาตย์” เหตุใดจึงต้องลงรายละเอียดถึงเครื่องดื่มที่ “ไพร่” สั่งมาดื่มด้วย


นิทานเรื่องนี้สอนให้นายกรณ์รู้ว่า ห้ามใครห้ามได้ แต่ภรรยาไซร้ อย่าได้พึงหวัง


นายสุเทพในฐานะเลขาธิการพรรคคงต้องกุมขมับอีกหลายครั้งกว่าการเลือกตั้งจะแล้วเสร็จ เพราะก่อนหน้านี้ก็มีเรื่องมารดาของนายศิริโชค โสภา คนสนิทนายกฯอภิสิทธิ์ และหลังจากเรื่องนี้แล้วยังจะมีเรื่องของใครในพรรคอีกเล่า
โลกออนไลน์ในปัจจุบันทำให้คำกล่าวที่ว่า “ถอนหายใจสะเทือนถึงดวงดาว” ดูท่าจะเป็นจริง


เพียงแสดงความคิดเห็นอะไรสักเล็กน้อยก็สามารถรับรู้กันได้แทบจะในทันทีและในวงกว้าง นับเป็นข้อดีประการหนึ่งที่สอนให้คนที่คิดจะเป็นใหญ่เป็นโตพึงกระทำสิ่งใดๆด้วยความระมัดระวังให้จงหนัก คิดถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นให้มาก อย่าใช้อารมณ์เหนือเหตุผล


เหมือนในครั้งนี้เชื่อว่าผู้ที่สนับสนุนพรรคประชาธิปัตย์หลายคนต้องไม่เห็นด้วยกับการโพสต์ข้อความของทั้งนายกรณ์และภริยา ที่แม้จะเป็นหน้าส่วนตัวก็ตาม แต่ได้เปิดเผยให้สาธารณชนรับทราบ เป็นการกระทบไปถึงบุคคลอื่นอย่างชัดเจน ทำให้เรื่องที่ไม่ควรเป็นประเด็นกลายเป็นตัวบั่นทอนความนิยมของพรรคลงไปอย่างไม่น่าเชื่อ


และจะกลายเป็นแรงปลุกเร้าให้กับกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) แดงทั้งแผ่นดิน ได้รวมพลังสร้างกระแสไพร่คืนชีพขึ้นมาอีกครั้ง ตอกย้ำความแตกต่างระหว่างชนชั้นที่ไม่เคยมีการกล่าวถึงเกือบ 80 ปีจนถึงเมื่อปีที่แล้วให้คุกรุ่นขึ้นมาอีกครั้ง


นับแต่การเปลี่ยนแปลงการปกครอง เรามีนายกรัฐมนตรีและรัฐบาลที่มาจากพลเรือนหลายราย ที่ได้รับการยกย่องเชิดชูอย่างยิ่งคือ นายปรีดี พนมยงค์ และนายชวน หลีกภัย ทำให้เราเชื่อกันว่าความแตกต่างทางชนชั้นหมดไปจากสังคมไทยแล้ว


การนำมากล่าวถึงอีกครั้งในเวที นปช. แดงทั้งแผ่นดิน เมื่อปีที่ผ่านมาจึงกลายเป็นการรื้อฟื้นความทรงจำในอดีตให้กลับมาอีกครั้ง แม้หลายฝ่ายจะไม่ยอมรับ ด้วยว่าเป็นการสร้างกระแสให้เกิดการแตกแยกในสังคม แต่การออกมากล่าวของเสนาบดีกระทรวงการคลังครั้งนี้กลายเป็นการตอกย้ำว่าความคิดดังกล่าวยังมีอยู่จริง


หากตราบใดที่ความคิดเรื่อง “อำมาตย์-ขุนนาง-ไพร่” ยังไม่หมดไปจากสังคมไทย ความแตกต่างทางชนชั้นก็ยังไม่สามารถขจัดไปได้ และความสามัคคีก็จะไม่เกิดขึ้น จึงไม่มีประโยชน์ที่จะเรียกร้องหาความสมานฉันท์


ดังนั้น ผู้ที่เรียกตนว่าเป็น “ไพร่” พึงจดจำก็คือ ให้รำลึกเสมอว่าตนเป็น “ไพร่” อย่าได้ยกชั้นเทียบ “อำมาตย์” ไม่ว่าจะเป็นการซื้อรถ ซื้อบ้าน ซื้อของตามห้างสรรพสินค้า รับประทานอาหาร การใช้ชีวิตหรือแสวงหาความสุขอื่นใด ต้องแสดงตนว่าเป็นคนยากจน ไม่มีอันจะกินอยู่ตลอดเวลา เพื่อรักษาคอนเซ็ปต์ของความเป็น “ไพร่” ให้ติดตัวตลอดไปแม้จะรวยล้นฟ้าเป็นมหาเศรษฐีติดอันดับโลก


และคนเป็น “ไพร่” จะไม่สามารถเปลี่ยนสถานะเป็น “อำมาตย์” ได้ ไม่ว่าจะอย่างไร


ขณะที่ “อำมาตย์” ก็จะไม่สามารถเปลี่ยนเป็น “ไพร่” ได้เช่นกัน แม้จะตกต่ำปานใดก็ตาม


แม้จะเจ็บแต่ก็ต้องจำและเจียม นายณัฐวุฒิและคนเสื้อแดงทั้งหลายรับทราบด้วย


ที่มา : นิตยสารโลกวันนี้วันสุข ปีที่ 6 ฉบับ 310 

วันที่ 14-20 พฤษภาคม พ.ศ. 2554 หน้า 12 
คอลัมน์ หอคอยความคิด โดย วิษณุ บุญมารัตน์
2011-05-16
http://redusala.blogspot.com

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น