วันอาทิตย์ที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

สัตว์มนุษย์ตัวสุดท้าย ที่ยอมขายวิญญาณพร้อมตระกูลให้กับความระยำต่ำช้า

[Image: g2255932-10.jpg]

วันหนึ่งฝนตกหนัก ไอ้เจ้าคางคกตัวอ้วนๆที่ไม่เคยได้ออกกำลังกายอาศัยอยู่กินแต่ในเวจ ที่กินแล้วก็นอนอืดอยู่แต่ในนั้น มันก็ได้พบเห็นบางสิ่งบ้างอย่างเกิดขึ้น ในท่ามกลางฝนนั้นยังมีอาหารอันโอชะที่มันจะใช้ความสามารถของมันเองโดยการใช้ลิ้นที่ย​าวมากตวัดกินอาหารในสายฝนนั้นได้ มันเป็นอาหาที่เลิศรสกว่าพวกแมลงในเวจที่มันเคยกินเคยสวาปามมา มันเป็นพวกแมลงตัวอ้วนใหญ่สดๆที่หนีสายฝนออกมาจากพงหญ้า มาให้ตัวมันได้ใช้ลิ้นตวัดกินอย่างสำราญใจ
เมื่อมันได้มีโอกาสได้ลิ้มรสมันจึงติดใจและใคร่ที่จะออกไปสู่โลกภายนอกเฉกเช่นสัตว์อ​ื่นกับเขาบ้าง มันลืมสิ้นในคำสอนของพ่อมัน ที่ให้มันแดกแต่พอเพียง อยู่อย่างพอเพียง มันลืมสิ้นทิ้งเวจไว้ข้างหลังและมุ่งหน้าเขาสู้ท้องทุ่งอันกว้างใหญ่แสวงหาที่อยู่ให​ม่เพื่อจะได้เลิกอะไรที่พอเพียงทั้งหมดเสียที
เพราะพ่อของมันแม่ของมันที่อยู่ในเวจ ปากก็ตะโกนปาวๆๆๆออกไปให้ลูกๆ “พอเพียง” แต่ ตนเองนั้นรวยล้นฟ้าล้นแผ่นดิน ทั้งที่ไม่ได้เคยทำมาหากินอะไรเลยเพียงแต่หาเศษหาเลยส่วนที่เป็นอาหารจากน้ำพักน้ำแร​งของลูกๆเท่านั้น มันจึงใคร่จะเลียนแบบพ่อแม่ของมันบ้าง 


ในช่วงนั้นประมาณปี๔๙ปลายปีจนถึงต้นปี๕๓ เป็นช่วงที่เกิดอาเพศหลายๆอย่างกับแผ่นดินที่มันอยู่ เทวดากลับกลายเป็นอสูร นางฟ้ากลายร่างเป็นนางมาร ฝนตกตลอดทั้งปีไม่มีหยุด มีบางครั้งฝนตกหนักมีบางครั้งฝนตกเบาก็แล้วแต่สถานการณ์ในช่วงนั้นๆ
ไอ้คางคกตัวอ้วนๆตัวนั้นเห็นได้โอกาสช่องทางดีจึงคืบคลานออกมากจากเวจนั้น แล้วอาศัยจังหวะที่ท้องฟ้าวิปริต แผ่นดินถูกฝนกระหน่ำ สัตว์เล็กสัตว์น้อยแตกรังกระเจิดกระเจิงไปคนละทิศคนละทาง
ไอ้เจ้าคางคกตัวอ้วน มันได้เข้าไปอาศัยร่มชายคากับกลุ่มเสือสิงห์กระทิงแรดกับเขาด้วย มันพองตัวเองเหมือนว่าใหญ่นักหนาแล้วก็สามารถทำได้ด้วย มันสามารถแหกตาบรรดาสัตว์เดียรฉานทั้งหลายนั้นได้ มันก้าวขึ้นมาสู่ผู้นำในการแดกอย่างสมใจจนได้ ในชื่อที่โก้หรูว่า “ผบ.ต.ร.”(ผู้บังอาจแดกแต่รวย) ถือว่าเป็นหนึ่งในตัวบิ๊กตัวหนึ่งในบรรดาพวกสวาปามแล้วไม่ผิดทั้งหลายเช่นเดียวกัน


ที่จะเขียนต่อจากนี้เป็นชื่อจริงนามสกุลจริงของมนุษย์ปกติคนหนึ่ง เป็นคนอีสานโดยกำเนิดพื้นฐานไมใช่ดิบดีมาจากไหนเป็นไพร่โดยกำเนิดเหมือนกับพวกเราทุก​คน จับพลัดจับหูได้มีโอกาสเข้าไปรับใช้ในสำนักพระราชวังในสายงานของความปรอดภัยในยศและต​ำแหน่งที่ใหญ่โต
ในปลายปี๒๕๔๙เกิดการรัฐประหารขึ้น ตนเองอยู่ในฐานะราชองครักษ์ไม่ทำหน้าที่ให้สมบูรณ์ปล่อยให้มีการทำผิดกฎหมายบ้านเมือ​งที่ยิ่งใหญ่ คือการให้ผู้ที่ล้มล้างการปกครองในระบอบประชาธิปไตยโดยประชาชนเป็นผู้เลือกเข้ามาตาม​รัฐธรรมนูญ ปล่อยให้พวกที่ทำรัฐประหารได้มีโอกาสเข้าเฝ้าองค์พระประมุขในยามวิกาลได้ ถือว่ามีความผิดอย่างร้ายแรงที่สุดในระเบียบราชการในขณะนั้น
แต่กาลกลับเป็นว่า บุคคลผู้นั้นมิได้รับโทษทัณฑ์แต่อย่างใดซ้ำกลับตรงกันข้าม ในเวลาต่อมาท่านผู้นั้นได้รับการปูนบำเหน็จความดีความชอบเสียจนยิ่งใหญ่อย่างชนิดหาใ​ครเทียบไม่ได้ในแผ่นดินนี้
นามท่านผู้นั้น พล.ต.อ. วิเชียร พจน์โพธิ์ศรีตำแหน่งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ในยุคปัจจุบัน นามนี้แทบไม่ได้มีบทบาทอะไรสำคัญมากนักเลยแม้แต่เหตุการณ์ในวันที่๑๐เมษายนต์หรือ๑๙พ​ฤษภาคมพ.ศ.๒๕๕๓ที่ผ่านมา ท่านผู้นี้ก็ไม่ได้มีบทบาทอะไรมากนักทั้งที่เป็นหน้าที่โดยตรงในการปราบปรามประชาชนผ​ู้บริสุทธิ์และกระทำการสังหารประชาชนไปกว่า๙๒คนแบบชนิดที่คนทั้งโลกก็ไม่เคยคาดคิดว่​าคนในประเทศนี้จะกระทำกันได้ถึงเพียงนี้ท่านก็มายุ่งเกี่ยวกับเเรื่องนี้ด้วย
ท่านจึงพ้นมลทินในเรื่องนี้ไปในส่วนของภาคประชานที่ยืนมองอยู่ ส่วนคนที่รับไปเต็มๆในเรื่องนี้ได้แก่อธิบดี ดีเอสไอ ที่ชื่อไอ้ลูกหมา ธาริต เพ็งดิษฐ์แทน และ ก็เป็นเป้าสำคัญในการตามล้างตามล่าต่อไปของบรรดาญาติมิตรผู้ที่เสียชีวิตไปทั้งหลาย ทั้งนี้ด้วยปากที่เป็นเสนียดของตัวมันเองทั้งสิ้น 

เหมือนว่าจะดี แต่ มีเค้าว่ากำลังจะเลว
ประเทศที่มันไม่สงบอยู่ในขณะนี้ เหตุผลหลักๆมีอยู่ไม่กี่เรื่องและหนึ่งในไม่กี่เรื่องงนั้นก็มีเรื่อง สองมาตรฐานในความยุติธรรมรวมอยู่ในนั้นด้วย บ้านเมืองจึงเป็นแดนมิคสัญญีอยู่ในปัจจุบันนี้
พวกหนึ่งทำเลวขนาดไหนก็ไม่เคยผิดอีกพวกหนึ่งออกมาเรียกร้องความเป็นธรรมขอคืนอำนาจให​้กับประชาชนแค่นั้นมันก็สั่งฆ่าแกงกันไปเลย 

ข่าวยังไม่ได้กรองออกมาว่า “ผบ.ต.ร.กำลังจะสั่งไม่ฟ้องพันมิตร”ในข้อหาก่อการร้าย ข่าวนี้มันยิ่งกว่าการจับแกนนำคนเสื้อแดงเข้าคุกโดยไม่มีความผิดซะอีก มันเป็นข่าวที่สะเทือนใจคนไทยมิใช่น้อย คนทั้งประเทศได้คิด ไม่รู้จะทำความดีไปทำไมอีกแล้วกับประทศนี้ ทำดีมีแต่ฉิบหายเข้าตัว สู้ทำชั่วดีกว่าอนาคตจะได้เจริญรุ่งเรืองด้วยเหมือนไอ้พวกพันธมิตรเสื้อเหลือง
ปล้นสนามบินบุกเข้ายึดทำเนียบฯ ปิดสถานที่ราชการเข้าไปทำลายข้าวของพร้อมขโมยทรัพย์สินสถานีโทรทัศน์ช่อง๑๑หลักฐานข้​อมูลเยอะแยะ ทั้งพยานภาพทั้งพยานบุคคลมากมายมีให้เห็นไม่รู้จะแก้ตัวอย่างไรได้อีก แต่ทั้งหมดกลับไม่มีความผิดในสายตาของผบ.ตร.


ถ้า..ทั้งหมดที่กล่าวมาแล้วข้างต้นมันคือเรื่องจริงผบ.ต.ร.ไม่สั่งฟ้องพันธมิตรจริงๆ
สัตว์มนุษย์ตัวสุดท้าย ที่ยอมขายวิญญาณพร้อมตระกูลให้กับความระยำต่ำช้าก็คงไม่พ้น นามนี้ พล.ต.อ. วิเชียร พจน์โพธิ์ศรีหรืออดีตที่เพื่อนๆเรียกขานกันว่า”ไอ้บักหำน้อย”ตัวนี้อีกตัวหนึ่ง
ที่คล้ายกับไอ้คางคกตัวอ้วนๆตัวหนึ่งหลังได้กลิ่นฝนตกหนักก็ออกมาหากิน พองตัวจนมองดูเหมือนใหญ่โตแล้วก็เอาแต่กินกินๆและสร้างความเลวในสายฝนที่ปิดไม่มิดนั​้น นึกว่าคนภายนอกไม่เห็นตามสัญชาติญาณโง่เง่าของมัน

ที่สุดทั้งวงศ์ตระกูลของมันก็ไม่พ้นคนสาปแช่งกันเหมือนไอ้ลูกหมา ธาริต อีกเฉกเช่นเดียวกันเลย ล่าสุดมันแปรเปลี่ยนกระบวนการยุติธรรมอีกแล้ว
สำนวนเดิม ลูกปืนจากทหารที่ยิงนักข่าวญี่ปุ่นในสำนวนการสอบสวนเบื้องต้นสรุปไว้ว่าเป็นของทหาร มันแถไปไกลตามกระแสคำสั่งบวกกับจำนวนเงินที่รับมา เหมือนว่าคนทั้งโลกมันโง่ ตนเองฉลาดแต่เพียงผู้เดียว ลูกปืนคนละชนิดอีกแล้วเป็น คนละอย่างที่ทหารนำมาใช้ ไอ้ระยำมันกล้าหน้าด้านเช่นนั้นจริงๆ
และตัวมันเองเมื่อเกษียณอายุไปแล้วชีวิตก็คงจะไม่ยั่งยืน เป็นอีกเป้าหนึ่งที่ต้องจดไว้ในบัญชีหนังเหี้ยที่ต้องตามล้างตามเช็ดกันไม่เลิกอีต่อ​ไปเช่นกัน 


ขอเตือนด้วยความหวังดี นามสกุล”พจน์โพธิ์ศรี”ที่เคยได้เปลี่ยนจาก “โพธิ์ศรี”มาแล้วครั้งหนึ่ง สมควรแก่บรรดาลูกหลานและญาติควรเลิกใช้ มิฉะนั้น ชาตินี้ทั้งชาตินามสกุลนี้อาจจะไม่มีความสุขได้ครับ
ก็ขอให้เป็นคนๆกันไป ใครระยำแล้วได้ดีอย่าเลียนแบบเพราะวันหนึ่งวันใดเมื่อสิ้นวาสนาผลกรรมที่ก่อไว้ย่อมไ​ม่ไปไหนเสียเวลานี้กรรมมันติดจรวดแล้ว กรรมนั้นต้องอาคืนแน่นอน
แม้ว่าศักดิ์ศรีของความเป็นคนยังคงหลงเหลืออยู่ แต่ถ้าแม้สิ้นแล้วศักดิ์ศรีก็เชิญตามบายครับว่ากันตามสะดวก
พจน์โพธิ์ศรี จะต่ำชั้นเท่ากับ เพ็งดิษฐ์ ก็ไม่ว่ากัน
หรือคางคก

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น