วันอังคารที่ 8 มีนาคม พ.ศ. 2554


2 ปีกว่า ที่โกหก
http://www.internetfreedom.us/thread-16305.html


[Image: p01110308.jpg]


ผลงานทุกอย่างเป็นแค่ประติมากรรมน้ำลาย
คนไทยเดือดร้อนหนัก,,,ของแพงสินค้าขาด

หลังการทำรัฐประหาร 19 กันยา 2549
ประเทศไทยตกอยู่ในสภาพเดินหน้าไม่ได้ ทุกอย่างมีปัญหาไปหมด ไม่ว่าจะเป็น
เรื่องของการเมือง
เรื่องของประชาธิปไตย
เรื่องของการแตกต่างทางความคิด
สร้างความวุ่นวายให้กับประเทศอย่างหนักมาโดยตลอด

แม้แต่กระทั่ง
เรื่องเศรษฐกิจ
เรื่องของปากท้องประชาชน
ซึ่งก่อนหน้าการทำรัฐประหารกำลังดำเนินไปได้ด้วยดี
เศรษฐกิจไทยกำลังโงหัวขึ้นมาหลังจากที่บอบช้ำ
เพราะการแก้ปัญหาแบบผิดๆ ด้วยการทำตามคำสั่งของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ
หรือไอเอ็มเอฟอย่างเคร่งครัดของรัฐบาลชวน หลีกภัย แห่งพรรคประชาธิปัตย์

ซึ่งผลจากการเป็นเด็กดีให้กับไอเอ็มเอฟ ผลจากการขายทรัพย์สินโดยฝีมือของปรส.
ภายใต้การตัดสินใจแบบเบ็ดเสร็จเด็ดขาดของนายธารินทร์ นิมมานเหมินท์
อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังในขณะนั้น
ภายใต้การไฟเขียวและหนุนหลังอย่างเต็มที่ของนายชวน ทำให้เศรษฐกิจไทยยิ่งดิ่งเหว

แม้แต่พระสงฆ์องค์เจ้าอย่างหลวงตามหาบัว ผู้ซึ่งพึ่งจะมรณะภาพไปเมื่อไม่นานนี้
ก็ยังต้องมาวุ่นวายกับเรื่องทางโลกด้วยการออกมาเป็นแกนนำ
ในการทอดผ้าป่าหาทองคำไปช่วยชาติกว่าเศรษฐกิจของไทยจะเริ่มโงหัวได้ก็ต้องใช้เวลาหลา​ยปี
แต่สุดท้ายก็ต้องมาเบรคลงด้วยการทำรัฐประหารของคมช.
ซึ่งไม่ได้แก้ปัญหาอะไรให้กับบ้านเมืองเลยซักนิด มีแต่จะซ้ำเติมทุกอย่างให้เลวร้ายลง

ที่สำคัญรัฐบาลหลัง 19 กันยา 49 ล้วนขาดเสถียรภาพเพราะปัญหาการเมืองไม่จบ
จนสุดท้ายเมื่อกลุ่มอำนาจพิเศษผนึกกำลังกับกลุ่มทหารพลิกเกมประชาธิปไตยที่แท้จริง
ผลักดันนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะขึ้นมาเป็นนายกรัฐมนตรี
และให้พรรคประชาธิปัตย์ขึ้นเป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล
ในแง่ของเกมการเมืองอาจจะดูเหมือนว่าสามารถตรึงสถานการณ์
ให้อยู่ภายใต้อำนาจที่หนุนหลังนายอภิสิทธ์ได้

แต่ในความเป็นจริง ปัญหาการคิดต่างยังไม่เคยหมดสิ้นไป...
ขนาดที่รัฐบาลนายอภิสิทธิ์เลือกใช้วิธีการสลายการชุมนุมของประชาชน
จนกระทั่งมีคนตาย 91 ศพ บาดเจ็บกว่า 2 พันคน
ก็ไม่ได้ทำให้ความคิดต่างและการเรียกร้องประชาธิปไตยที่แท้จริงหยุดยั้งลงได้
การสลายการชุมนุมของประชาชนด้วยกองกำลังทางทหาร
ทำให้เพียงแค่สร้างบทเรียน
ให้ประชาชนต้องปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ในการต่อสู้ทางการเมืองเท่านั้น

ในขณะที่รัฐบาลเองก็รู้ดีว่า
นับวันกระแสการโหนทหารและกลุ่มอำนาจพิเศษเพื่อขึ้นมาเป็นรัฐบาลนั้น
มีแต่จะถูกโจมตีและขุดคุ้ยมากขึ้นเรื่อยๆ จึงถือเป็นจุดอ่อนที่สำคัญที่สุดของรัฐบาลในขณะนี้
ครั้นจะสร้างผลงานขึ้นมาเพื่อสร้างคะแนนนิยม และสร้างภาพลักษณ์
ให้กับรัฐบาลก็ยังไม่สามารถทำได้ เพราะเอาเข้าจริงๆรัฐบาลของนายอภิสิทธ์ ไล่ลงมา
ตั้งแต่ตัวนายอภิสิทธิ์ในฐานะนายกรัฐมนตรี ไปจนถึงรัฐมนตรีทุกคนไม่ได้มีฝีมือที่แท้จริง
ในการที่จะแก้ปัญหาของชาติและกอบกู้ภาวะเศรษฐกิจให้ดีขึ้นได้เลย

สิ่งที่ทำได้เป็นที่กระฉ่อนฉาวและพูดกันทั้งประเทศก็คือ
ผลงานในเรื่องทุจริต คอร์รัปชั่นทีอื้อฉาวเป็นอย่างมาก มากเสียยิ่งกว่า
สมัยรัฐบาลพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่คมช.อ้างว่า
มีการทุจริตมากจนต้องทำรัฐประหารด้วยซ้ำ

นโยบายขายฝัน 99 วันทำได้จริงของพรรคประชาธิปัตย์
จนถึงวันนี้ยังเป็นแค่เพียงประติมากรรมน้ำลาย ที่ประชาชนไม่สามารถจับต้องได้
ยิ่งนโยบาย “ประชาชนต้องมาก่อน”
ยิ่งเห็นชัดเจนว่าระยะเวลา 2 ปีกว่าในการเป็นรัฐบาลของนายอภิสิทธิ์
สิ่งที่ประชาชนได้รับกลายเป็นความเดือดร้อนไปหมดทุกเรื่อง

อย่างเรื่องกรณีน้ำมันปาล์ม คำตอบของนโยบายประชาชนต้องมาก่อนก็คือ
ประชาชนต้องแห่มาเข้าคิวซื้อน้ำมันปาลม์ก่อนใคร
เพราะถ้ามาช้าก็ไม่ได้น้ำมันไปใช้

ทั้งๆ ที่สต๊อกของน้ำมันปาล์ม
ซึ่งปกติจะต้องมีการรักษาไว้ให้อยู่ในระดับ 2 แสนตันอยู่ตลอดเวลา
แต่ตั้งแต่ช่วงเดือนตุลาคม 2553 เป็นต้นมา
กลับมีไอ้โม่งเข้ามาทำให้สต๊อกน้ำมันปาล์มลดลงไปเรื่อยๆ โดยไม่มีการนำเข้ามาทดแทน
กระทั่งน้ำมันในสต๊อกหมดเกลี้ยง
ปัญหาจึงปะทุขึ้นมาอย่างหนักในช่วงกุมภาพันธ์ 54

เป็นความเดือนร้อนของประชาชนท่ามกลางกระแสวิพากษ์วิจารณ์ว่า
มีการสวาปามน้ำมันปาล์มกันจนปากมันแผล็บ
จนถึงวันนี้ราคาคุยที่ว่าปัญหาน้ำมันปาล์มจะจบสิ้นลง
ภายในวันเดียวของรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ก็ยังเป็นปัญหาอยู่
ซ้ำยังเกิดกรณีอเน็จอนาจใจกับการหาแพะไล่จับปลาซิวปลาสร้อยของรัฐบาลชุดนี้
โดยบางคนไปซื้อน้ำมันปาล์มในราคาขายตามกำหนดคือ
ขวดละ 47 บาท เอามาวางขายในราคาแค่ขวดละ 49 บาท

ซึ่งในแง่ผู้บริโภคแล้วหลายคนเต็มใจทีจะซื้อในราคา 49 บาท ดีกว่า
ทีจะตระเวณขับรถไปหาซื้อตามจุดธงฟ้า หรือหาซื้อตามห้าง
เพราะคิดแค่ขึ้นรถเมล์ต่อเดียว ไปกลับก็ 14-6 บาทแล้ว
ฉะนั้นซื้อในราคา 49 บาทย่อมถูกกว่าไปหาซื้อเองมากมาย

แต่คนขายซึ่งได้กำไรแค่ขวดละ 2 บาทวันหนึ่งขายได้ 10 หรือ 20 ขวดมีกำไรแค่ 20-40 บาท
เพื่อจะเอามาเลี้ยงครอบครัว กลับโดนตำรวจโดนกรมการค้าภายในจับกุม

ปัญหาประชาชนต้องมาก่อน ต้องเดือดร้อนก่อนไม่ได้หยุดยั้งแค่เพียงเรื่องของน้ำมันปลาม์
ขณะนี้ได้ลามไปสู่ปัญหาน้ำตาลทรายขาดแคลนต้องเข้าคิวซื้อ
ต้องซื้อปันส่วนแบบจำกัดจำนวน ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าตลกอย่างยิ่งในสายตาของชาวโลก
เพราะไม่เพียงประเทศไทยเป็นประเทศเกษตรกรรม ปลูกปลาม์น้ำมัน ปลูกอ้อยได้เป็นอย่างดี
ประเทศไทยยังประกาศตัวเป็นครัวของโลก แต่ก้นครัวกลับไม่มีน้ำมันปลาม์ ไม่มีน้ำตาลใช้

เป็นความล้มเหลวอย่างมากถึงมากที่สุด
ที่ประจานผลงานและฝีมือการบริหารของรัฐบาลนี้ได้เป็นอย่างดี
ฝีมือบริหารที่สร้างความเดือดร้อนขาดแคลนให้กับประชาชนอย่างหนัก
ไม่ได้มีเพียงแค่สินค้าอุปโภคบริโภคเท่านั้น
แม้แต่บัตรประชาชน รัฐบาลของนายอภิสิทธิ์ก็ยังบริหารจนขาดแคลนได้

ประชาชนคนไทยต้องย้อนยุคกลับไปใช้ใบเหลือง
ต้องไปต่อใบเหลืองหลายรอบจนใบเหลืองแทบขาดวิ่น นี่คือ
ผลงานของรัฐบาลที่ประกาศว่าประชาชนต้องมาก่อน
ซึ่งปัญหาบัตรประชาชนขาดแคลนก็ไม่ต่างจากปัญหาสินค้าขาดแคลน คือ
ยังคงอบอวลไปด้วยกลิ่นฉาวคาวทุจริตเหมือนกันไม่มีผิด!!!

ความไม่มีฝีมือของรัฐบาลนายอภิสิทธิ์
แม้แต่คิดจะลอกเลียนแบบนโยบายประชานิยมของพรรคไทยรักไทยมาใช้
ก็ยังทำตัวเป็นอีแอบถึงขนาดใช้งบประมาณจากภาษีประชาชนกว่า 69 ล้านบาท
ให้บริษัทต่างชาติมาช่วยคิดโครงการประชาวิวัฒน์ให้
โดยผลงานชิ้นเอกคือการให้ขายไข่เป็นกิโล???

โดนด่าทั้งเมืองว่า
แค่คิดวิธีการชั่งไข่ขายเป็นกิโลยังต้องให้ฝรั่งคิดให้ มันน่าอเน็จอนาจใจยิ่งนัก

และอีกปัญหาใหญ่ที่กำลังตั้งเค้าส่อมรสุมคือเรื่องของราคาน้ำมัน
ที่กำลังจะสร้างปัญหาอย่างหนักให้กับประชาชนคนไทยทั้งประเทศ
เพราะวันนี้ราคาน้ำมันเบนซินได้ขึ้นไปสูงถึงลิตรละ 42 บาทแล้ว!!!
ทั้งต้นทุนค่าขนส่ง ทั้งค่าใช้จ่ายในการครองชีพของคนไทยพุ่งพรวดเห็นๆ

จากประชาชนต้องมาก่อน...
กลับกลายเป็นประชาชนต้องเดือดร้อนก่อน อย่างชัดเจนที่สุด
แม้แต่เรื่องนโยบายเรียนฟรี 15 ปีซึ่งเป็นเรื่องเดียวที่พรรคประชาธิปัตย์พยายามอวดอ้างว่า
เป็นผลงานทีประสบความสำเร็จและจับต้องได้มากที่สุดนั้น
จนวันนี้ประชาชนทั้งประเทศก็ยังงุนงงสงสัยว่าประชาธิปัตย์ละเมอเพ้อพกอยู่ได้อย่างไร​

ผู้ปกครองทั่วประเทศไม่ว่าโรงเรียนรัฐหรือโรงเรียนเอกชน
ยังคงต้องจ่ายค่าเล่าเรียนให้ลูกหลานกันทุกคน
สิ่งที่พรรคประชาธิปัตย์อ้างว่าเรียนฟรีคือ การให้เศษเงินมาซื้อชุดนักเรียน 1 ชุดเท่านั้น
ส่วนหนังสือเรียนที่บอกว่าไม่ต้องซื้อแต่ให้ใช้ระบบยืมเรียน แล้วโมเมว่า
เป็นการเรียนฟรีนั้นก็อยู่ในสภาพเก่าชำรุดจนบางโรงเรียนทนไม่ไหว
ต้องหาทางระดมทรัพยากรหรือกระเบียดกระเสียนหางบประมาณมาซื้อหนังสือเรียนให้แทน

นี่หรือคือสิ่งที่ใช้ภาษีของประชาชนขึ้นป้ายคัทเอ้าท์อวดหราว่าคนไทยได้เรียนฟรี 15 ปี
ระยะเวลากว่า 2 ปีที่พรรคประชาธิปัตย์ขึ้นมาเป็นรัฐบาล
ล้วนแล้วแต่ตลบอบอวลไปด้วยคำโกหกพกลมไปวันๆ
จนทำให้รัฐบาลชุดนี้ถูกโจมตีในเรื่องการสร้างประติมากรรมน้ำลายอย่างต่อเนื่อง
แม้แต่ม็อบพันธมิตรซึ่งเคยอุ้มชูสนับสนุนให้ขึ้นมาเป็นรัฐบาล
วันนี้นายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำของม็อบพันธมิตรยังกลับลำมาบอกว่า
นายอภิสิทธิ์เป็นคนที่โกหกพกลมมาตั้งแต่วันแรกที่ขึ้นมาเป็นนายกรัฐมนตรีเลยทีเดียว

จริงๆ แล้วในอดีตนายอภิสิทธิ์ถือเป็นนักการเมืองรุ่นใหม่
ที่น่าจะมีความสามารถ น่าจะมีอนาคตทางการเมืองที่ดี
เพราะมีพื้นฐานการศึกษาที่ดี
แต่กลับกลายเป็นว่าพื้นฐานการศึกษาที่นายอภิสิทธิ์มี
ไม่สามารถช่วยอะไรนายอภิสิทธิ์ได้เลย
นายอภิสิทธิ์เปรียบเหมือนคนที่รู้ธรรมะอย่างมากมาย
สามารถเขียนธรรมะเป็นตำราได้เป็นเล่มๆได้อย่างสบาย

แต่ในทางปฏิบัตินายอภิสิทธิ์กลับไม่สามารถทำได้
แม้แต่ธรรมะง่ายๆในเรื่องของศีล 5
การสลายการชุมนุมจนมีคนตาย 91 ราย เป็นสิ่งที่เข้าข่าย ศีลข้อที่ 1
การทุจริตคอร์รัปชั่นที่เกิดขึ้นมากมาย เป็นสิ่งที่เข้าข่าย ศีลข้อที่ 2
ส่วนศีลข้อที่ 3 กาเมสุมิจฉานั้น
หลายคนคงต้องไปตีความว่าพฤติกรรมที่ฝรั่งเรียกว่า “Closet”นั้นเป็นสิ่งที่เข้าข่ายศีลข้อ 3 หรือไม่!?!
และใครบ้างเป็นคนกระทำ??? ซึ่งนายอภิสิทธิ์น่าจะรู้ดีที่สุด
สำหรับศีลข้อ 4 ประติมากรรมน้ำลายทั้งหลายก็เป็นเรื่องที่ชัดเจนอยู่แล้ว
ส่วนศีลข้อ 5 พฤติการณ์รัฐบาลลูกจ้างโรงเหล้า สะท้อนได้เป็นอย่างดีว่า
รัฐบาลนี้ปล่อยให้นายทุนโรงเหล้ามอมเมาประชาชนมากเพียงใด

วันนี้แม้แต่ประเทศในตะวันออกกลางรัฐบาลที่กุมอำนาจมายาวนานเป็น 30-40 ปี
ก็กำลังถูกพลังประชาชนออกมาขับไล่ ไม่รู้เหมือนกันว่าภาพบทเรียนเหล่านั้น
จะทำให้รัฐบาลภายใต้กลุ่มอำนาจพิเศษและทหารที่อุ้มชูจะฉุกใจคิดกันบ้างหรือไม่ว่า
โกหกบางคนหรือโกหกบางครั้งนั้นอาจะทำได้ก็จริง...
แต่การโกหกทุกคน โกหกทุกครั้งไม่มีวันปิดบังความจริงได้แน่นอน!!!


http://www.bangkok-today.com/node/8485

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น