วันอาทิตย์ที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

ต้องทำลายรัฐบาลประชาชน และเปลี่ยนเป็นรัฐทหารปิดประเทศเท่านั้น
สถานการณ์ประเทศในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมานี้..เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วจนแทบจะปรับจิตใจไม่ทัน.. นับตั้งแต่การเสื่อมความนิยมลงอย่างรวดเร็วจากกระแส “ตาสว่าง” ที่เกิดขึ้นทั้งแผ่นดิน.. ความขัดแย้งของประชาชนในประเทศที่แผ่ขยายจนรัฐบาลไม่สามารถแก้ปัญหาได้... แม้ว่ารัฐบาลนายอภิสิทธิ์ จะได้รับการอุ้มสมให้ขึ้นมาบริหารประเทศโดยมีอำนาจที่มองไม่เห็นหนุนหลังอยู่อย่างเต​็มที่เพียงไร ก็ไม่สามารถทำให้กระแสความนิยมกลับคืนมาได้..และมีแต่จะลดถอยลงไปอย่างน่าตกใจ..


การจุดกระแสให้เกิดความขัดแย้งกับประเทศเพื่อนบ้านอย่างกัมพูชาในเรื่องเขตแดนทับซ้อ​น.. ซึ่งใครๆ ก็มองออกว่าเป็นเพียงการปลุกกระแสคลั่งชาติขึ้นมาสร้างสถานการณ์เพื่อบังหน้าเท่านั้​น.. การที่นายวีระ สมความคิด.. และพรรคพวก เดินข้ามเขตแดนเข้าไปยังพื้นที่ ที่ยังมีข้อขัดแย้งกันอยู่ จนถูกทหารกัมพูชาจับไปนั้น จะมองไปเป็นอื่นไม่ได้เลยนอกจากว่าเป็นการจงใจเข้าไปเพื่อเป็นการจุดชนวนความขัดแย้ง​ขึ้นระหว่างไทยกับกัมพูชา แล้วกลุ่มพันธมิตร และกลุ่มคนไทยหัวใจรักชาติ ก็ออกมาชุมนุมประท้วงขับไล่รัฐบาล...


จึงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจแต่อย่างใดที่กระแสการจุดชนวนคลั่งชาติเพื่อสร้างความขัดแย​้งกับกัมพูชาในครั้งนี้จึงไม่มีประชาชนไทยให้ความสนใจมากนัก.. พูดง่ายๆ ก็คือเพราะเราไปหาเรื่องเขาก่อน..


แต่สิ่งที่น่าจะพิจารณาและนำมาวิเคราะห์ถึงสถานการณ์ในขณะนี้ก็คือ.. ทำไมกลุ่มพันธมิตร ที่เคยแนบแน่นอยู่กับ รัฐบาลประชาธิปัตย์ โดยเฉพาะนายอภิสิทธิ์ เคยถึงขั้นเดินทางไปเยี่ยม พันธมิตร ถึงหน้าเวทีการชุมนุมและแสดงความเห็นอกเห็นใจมาแล้ว.. และที่สำคัญ พันธมิตรที่เรียกกันว่า “ม๊อบมีเส้น” กับรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ ก็เป็น “รัฐบาลที่มีเส้น” เช่นกัน.. และที่แน่ๆ เส้นของทั้งสองฝ่ายก็เป็นเส้นชนิดเดียวกัน.. แล้วทำไมถึงมาเกิดความขัดแย้งกันได้..ชนิดผีไม่เผา เงาไม่เหยียบ...


ความขัดแย้งจนถึงขั้นชุมนุมขับไล่นี้มิได้เกิดขึ้นระหว่าง “พันธมิตรและรัฐบาลอภิสิทธิ์” ด้วยตัวเอง.. เพราะถึงอย่างไรทั้งสองกลุ่มก็มีคนหนุนหลังที่เป็นคนเดียวกัน.. แต่ทว่าภาพความขัดแย้งรุนแรงถึงขั้นขับไล่กันนี้ น่าจะพิจารณาได้ว่าเป็นความขัดแย้งเทียม (หรือภาพเบื้องหน้า) ที่แสดงให้คนทั้งโลกและทั้งชาติเห็นว่า “เกิดความขัดแย้งและความวุ่นวาย” ขึ้นภายในประเทศนี้.. และต้องการให้เรื่องลุกลามจนกลายเป็นปัญหาระหว่างชาติ.. เพื่อเพิ่มน้ำหนักของความวุ่นวายให้มากยิ่งขึ้น.. เพื่อสอดคล้องกับกระแสข่าวการรัฐประหาร หรือการเข้ายึดกุมอำนาจรัฐของทหาร


การที่จะให้ทหารเข้ามายึดกุมอำนาจรัฐนั้นมิใช่เพื่อแก้ปัญหาความขัดแย้งชายแดน หรือแก้ปัญหาการบริหารประเทศของรัฐบาลอภิสิทธิ์... แต่เป็นการให้ทหารเข้ามาเพื่อแก้ปัญหาวิกฤติศรัทธาที่กำลังเกิดขึ้นอย่างรุนแรงในขณะ​นี้.. เวลานี้หนทางเดียวที่จะทำให้เกิดการใช้อำนาจเบ็ดเสร็จในการบริหารประเทศเพื่อแก้ไขปั​ญหาทุกปัญหาของฝ่ายเผด็จการอมาตย์ที่กำลังประสบอยู่นั้นก็คือ การยึดกุมอำนาจรัฐแบบเบ็ดเสร็จเด็ดขาด.. และหนทางเดียวที่ทำได้ก็คือ การทำรัฐประหาร.. หรือ การประกาศกฎอัยการศึก เพื่อให้ทหารมีอำนาจเต็มในการควบคุมประเทศ

ปูนนก
แต่ดูเหมือนว่าหนทางทั้งสองก็เป็นหนทางที่เลือกที่สุ่มเสี่ยงมิใช่น้อย.. ท่ามกลางกระแสการต่อต้านเผด็จการที่กำลังดำเนินอยู่ทั่วโลกในขณะนี้.. ทว่าเวลาก็มีน้อยลงเรื่อยๆ นายโรเบิร์ต อัมสเตอร์ดัม ได้ยื่นฟ้อง ICC ต่อรัฐบาลไทยโดยเฉพาะนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ในฐานะนายกรัฐมนตรี.. และให้บังเอิญเปิดช่องให้ฟ้องได้ในฐานะเป็นผู้มีสัญชาติอังกฤษ


เจ้าของอำนาจเผด็จการคงจะไม่ยอมให้นายอภิสิทธิ์ ถูกนำตัวขึ้นไต่สวนในคดีนี้อย่างแน่นอน เพราะทุกอย่างจะถูกเปิดเผยต่อหน้าชาวโลก..ด้วยเหตุนี้ การใช้อำนาจสุดท้ายที่มีอยู่ควบคุมประเทศนี้จึงเป็นหนทางสุดท้ายในเวลาอันจำกัดนี้.. 


แต่ถึงอย่างไรไม่ว่าจะให้ทหารออกมาทำรัฐประหารหรือไม่.. หรือจะปล่อยให้นายอภิสิทธิ์บริหารประเทศต่อไป ท่ามกลางกระแสประชาธิปไตยที่กำลังไหลเชี่ยวกรากไปทั่วทั้งโลกเวลานี้ ไม่มีทางที่อำนาจเผด็จการที่ครอบประเทศอยู่ขณะนี้จะดำรงอยู่ได้อีกแล้ว.. ประชาชนผู้รักประชาธิปไตย คนเสื้อแดงและผู้ที่ต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยมาตลอดหลายสิบปี ต่างรอคอยเวลานี้มาอย่างยาวนาน


ต้นไม้ประชาธิปไตยที่ถูกราดรดด้วยน้ำตา..คราบเลือด.. และชีวิตของวีรชนเหล่านั้น กำลังเกิดดอกออกผลแล้ว.. วันที่ประชาชนจะโห่ร้องด้วยความยินดีที่ได้รับประชาธิปไตยกลับมาอย่างแท้จริงกำลังจะ​มาถึงแล้ว.. “และครั้งนี้จะเป็นการต่อสู้กับเผด็จการครั้งสุดท้ายอย่างแท้จริง” แล้วเราจะร่วมถือป้ายประชาธิปไตยด้วยกัน


“To banish the trace of a tear from eyes;
A thousand deaths would I gladly die;
If one more life were granted me;
I’d spend that life in serving thee.”
By Awetik Issaakjan

“เพื่อลบรอยคราบน้ำตาประชาราษฎร์
สักพันชาติจักสู้ม้วยด้วยหฤหรรษ์
แม้นชีพใหม่มีเหมือนหวังอีกครั้งครัน
จักน้อมพลีชีพนั้นเพื่อมวลชน”
จิตร ภูมิศักดิ์ (ผู้แปล)

"ไม่มีอำนาจใดในโลกหล้า ผู้ปกครองต่างมาแล้วสาปสูญ
ไม่มีใครต่างล้ำเลิศน่าเทิดทูน ประชาชนสมบูรณ์นิรันดร์ไป
เมื่อยืนหยัดต่อสู้ผู้กดขี่ ประชาชนย่อมมีชีวิตใหม่
เมื่อท้องฟ้าสีทองผ่องอำไพ ประชาชนย่อมเป็นใหญ่ในแผ่นดิน"


วิสา คัญทัพ


ปูนนก

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น