วันศุกร์ที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2554

๕ ปีที่เห็น “มือ”


๕ ปีที่เห็น “มือ”
๕ ปีที่เห็น “มือ” โดย กาหลิบ
โดย กาหลิบ  ที่มา Democracy 100 percent  20 กันยายน 2554

          ๑๙ กันยายนของทุกปีจากนี้ไป คือวันการเมืองที่ต้องนำมาตีความทางประวัติศาสตร์การเมืองกันอย่างจริงจัง แต่ละปีที่มวลชนไทยร่วมต่อสู้และได้รับอิสรภาพและความเป็นธรรมเพิ่มขึ้น ก็จะเกิดข้อมูลและหลักฐานที่ชัดเจนขึ้น ประวัติศาสตร์การต่อสู้ของมวลชนก็จะกระจ่างใสขึ้นโดยลำดับ

          ความเข้าใจ หรือโดยศัพท์ปัจจุบันคือ “ตาสว่าง” จะเกิดรวดเร็วกว่าเหตุการณ์ ๑๔ ตุลาคม ๒๕๑๖ โศกนาฏกรรม ๖ ตุลาคม ๒๕๑๙ และพฤษภาทมิฬเมื่อ พ.ศ.๒๕๓๕ ด้วยซ้ำ เพราะอำนาจควบคุมความเข้าใจทางสังคมกำลังค่อยๆ หลุดมือจากผู้เผด็จการเบ็ดเสร็จของไทยมาสู่สาธารณชน การทำให้คิดไปในทางเดียวกันโดยไม่กล้าคิดแย้ง หรือมีปัญญาก็ไม่กล้าใช้ เริ่มลดลง

           หลายท่านได้เขียนหรือพูดเพื่อตีความเหตุการณ์รัฐประหารไปแล้ว และควรสนับสนุนให้อีกหลายท่านออกมาแสดงความเห็นอีก เวลาผ่านมาแล้ว ๕ ปีแต่มวลชนไทยส่วนใหญ่ยังไม่ได้รับ “อนุญาต” ให้รู้ว่าการปล้นอำนาจอธิปไตยเมื่อ พ.ศ.๒๕๔๙ เกิดจากปมใดเป็นหลัก ได้ยินแต่บทละครเรื่องเดิมว่าต้องยึดอำนาจก่อนที่รัฐบาลของประชาชนจะกลายเป็น “เผด็จการ” เท่านั้น

          หลักคิดนี้ก็แปลกดี เพราะผู้ที่ออกมายึดอำนาจรัฐประหารรัฐบาลของประชาชนได้ คงไม่ถือว่าตัวเป็นประชาชน แล้วคนเหล่านี้คือใคร ในหมู่ “พวกเขา” ใครเป็นนาย ใครเป็นบ่าว ใครเป็นนาย ใครเป็นพล เขาแบ่งหน้าที่และจัดสรรผลประโยชน์เพื่อป้องกันความขัดแย้งกันเองอย่างไร

          คำว่า “อำมาตย์” จึงถูกนำมาใช้งานอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน เพื่อเป็นตัวแทนของความรู้สึกที่มวลชนมีต่อชนชั้นที่อยู่เหนือกว่าตน

          ส่วน “อำมาตย์” มีชนชั้นภายในระบอบอันฉ้อฉลของตนอย่างไร มวลชนก็ค่อยๆ เรียนรู้เพิ่มและทำความเข้าใจมาโดยลำดับ

          สิ่งนี้คือวุฒิภาวะทางประชาธิปไตยของไทย ซึ่งจะเกิดช้ามากหรือไม่เกิดเลยหากไม่มีรัฐประหาร ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ เพราะองค์ประกอบอื่นๆ ของการยึดอำนาจนั้นซับซ้อนและมองยากกว่า ไม่ว่าจะเป็นการโหมโรงของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย การข่มขู่คณะกรรมการการเลือกตั้งทั้งสามจนต้องติดคุกโทษฐานที่ไม่รับคำสั่งตน การกดดันให้นายกรัฐมนตรีในขณะนั้นลาออกหรือพักงานของตัวเองไปช่วงหนึ่ง การยกเลิกผลการเลือกตั้งที่มวลชนแสดงเจตนารมณ์แล้ว การทำลายอย่างมีระบบโดยฝีมือตุลาการและองค์กรอิสระ
          แต่ทหารที่เคลื่อนพลและอาวุธออกมายึดอำนาจนั้นมองเห็นได้ชัดกว่ามาก

          โดยภาพรวมแล้ว ภาพอำพรางของระบอบการปกครองที่เป็นจริงของไทย ใช้เวลานานหลายสิบปีเชื่อมต่อชิ้นส่วนต่างๆ เข้าเป็นระบบเดียวกัน และยังทดลองใช้แบบลองผิดลองถูกมาตลอดกว่าจะลงตัวและนำมาใช้ซ้ำได้อย่างมั่นใจ แต่มวลชนใช้เวลาเพียงห้าปีในการถอดรหัส จะเกลียดชังการรัฐประหารอย่างไรก็ตาม แต่ปิศาจตนนี้เป็นเหตุให้มวลชนไทยยกระดับความเป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตยขึ้นไปอีกระดับหนึ่ง เรียกอย่างฝรั่งว่า “necessary evil” หรือ “ปิศาจที่จำเป็น” ก็ยังได้

          อรรถประโยชน์ของการรัฐประหารที่เกิดขึ้นเมื่อวันอังคารที่ ๑๙ กันยายน พ.ศ.๒๕๔๙ จึงเกี่ยวพันกับองค์ความรู้ทางประชาธิปไตย ถึงตัวการรัฐประหารจะเป็นเพียงเครื่องมือหรือกลไกอีกชิ้นหนึ่งก็จริง แต่ทำให้ผู้สังเกตการณ์อย่างเราๆ ท่านๆ มองเห็นเครื่องจักรใหญ่หรือโรงงานทั้งโรงได้อย่างกระจะตา

          แล้วดูสิว่า เมื่อมวลชนรู้ทันและตาสว่างแล้วการพัฒนาประชาธิปไตยไทยเกิดขึ้นได้รวดเร็วขนาดไหน


          เอาห้าปีมาสู้กับหลายสิบปีอย่างไรก็สู้ได้ แล้วยังอีกห้าปีหรือสิบปีต่อไปอีกเล่า ระดับความรู้และความเข้าใจจะเพิ่มขึ้นไปถึงไหน ถึงผู้คนที่วางแผนโฆษณาชวนเชื่ออยู่ในขณะนี้ จนสื่อโฆษณาล้นทะลักไปทั้งจอเงิน จอแก้ว สิ่งพิมพ์ จนถึงข้างตึก จะทำงานเต็มที่ (และโกยเงินกันเต็มที่) แต่ลึกๆ ต่างก็กลัวอยู่ในใจว่าจะสู้ความเร็วของการเรียนรู้ภาคประชาชนไม่ไหว

          ข้อเสนอ “ปรองดอง” ถึงได้เกิดขึ้น ในฐานะยุทธวิธีเพื่อดำรงสถานภาพ ไม่ใช่เพื่อแก้ไขปัญหาอันแท้จริงของประเทศ และเมื่อเกิดขึ้นแล้วมวลชนส่วนใหญ่เขาก็ยังเคลือบแคลงสงสัยว่าจะเป็นไปได้จริงหรือ ก็เห็นฆ่าฟันกันโครมๆ อย่างไม่เห็นแก่ชีวิตเลือดเนื้อของประชาชนอย่างนี้แล้ว  จะให้เขาเชื่อได้ ผู้เผด็จการไทยจะต้องลงทุนและเสียสละมากกว่าเงื่อนไขในกรอบ “ปรองดอง” โดยเฉพาะเมื่อยุทธศาสตร์ “มือที่มองไม่เห็น” มันพังพินาศไปแล้ว.
http://redusala.blogspot.com

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น