วันเสาร์ที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2554


นิติราษฎร์ ผู้อาจกล้า!
          
          http://www.dailyworldtoday.com/newsblank.php?news_id=12294

       เรื่องจากปก
         จากหนังสือพิมพ์ โลกวันนี้ วันสุข
         ปีที่ 7 ฉบับที่ 330 ประจำวัน จันทร์ ที่ 3 ตุลาคม 2011

   
          นิติราษฎร์ ผู้อาจกล้า!

           ข้อเสนอทางวิชาการ 4 ประเด็นเพื่อลบล้างผลพวงจากการรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 ในประกาศนิติราษฎร์ของคณะนิติราษฎร์ : นิติศาสตร์เพื่อราษฎร เนื่องในโอกาส “5 ปีรัฐประหาร 1 ปีนิติราษฎร์” เมื่อวันที่ 18 กันยายน 2554 กลายเป็นประเด็นร้อนทั้งทางการเมืองและวิชาการที่ทำให้เกิดการวิพากษ์วิจารณ์และตอบโต้อย่างมากมาย ไม่ว่าจะเป็นนายทหารที่ทำรัฐประหาร 19 กันยายน อดีตสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) อดีตคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) ที่แต่งตั้งโดยคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) รวมทั้งพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งมีการตั้งคำถาม ตีความ และบิดเบือนข้อเสนอของคณะนิติราษฎร์ จนคณะนิติราษฎร์ต้องแถลงข่าวชี้แจงเพิ่มเติมอีกครั้งเมื่อวันที่ 25 กันยายนที่ผ่านมา

ข้อเสนอ 4 ประเด็น ประกอบด้วย

1.ให้ลบล้างผลพวงของการรัฐประหาร 19 กันยายน 2549
2.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112
3.กระบวนการยุติธรรมกับผู้ต้องหาหรือจำเลย และเยียวยาผู้ได้รับความเสียหายภายหลังรัฐประหาร 19 กันยายน และ
4.ยกเลิกรัฐธรรมนูญฉบับปี 2550 และให้จัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ซึ่งคณะนิติราษฎร์ให้เหตุผลว่า
“เพื่อมิให้การรัฐประหารทำลายหลักการอันเป็นรากฐานของนิติรัฐประชาธิปไตยจนหมดสิ้น คณะนิติราษฎร์เสนอให้มีการจัดทำ “คำประกาศว่าด้วยคุณค่าอันเป็นรากฐานของระบอบเสรีประชาธิปไตย” แม้คำประกาศดังกล่าวจะไม่มีสถานะเป็นกฎหมาย แต่คำประกาศดังกล่าวเป็นวิญญาณของระบอบเสรีประชาธิปไตยที่ไม่มีบุคคลใดหรือไม่มีวิธีใดทำลายหรือทำให้สูญสิ้นไปได้”

จุดยืนคณะนิติราษฎร์

คณะนิติราษฎร์เป็นนักวิชาการจากคณะนิติ ศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) ประกอบด้วย อาจารย์วรเจตน์ ภาคีรัตน์ อาจารย์ประสิทธิ์ ปิวาวัฒนพานิช อาจารย์ธีระ สุธีวรางกูร อาจารย์ปิยบุตร แสงกนกกุล อาจารย์ฐาปนันท์ นิพิฏฐกุล อาจารย์จันทจิรา เอี่ยมมยุรา อาจารย์สาวตรี สุขศรี และอาจารย์ปูนเทพ ศิรินุพงศ์ ไม่ได้เพิ่งเป็นข่าว แต่ได้แสดงความกล้าหาญคัดค้านและประณามการทำรัฐประหาร 19 กันยายนตั้งแต่เริ่มต้น โดย 4 อาจารย์ได้ออกแถลงการณ์ฉบับแรกประณามการทำรัฐประหารว่าเป็นการฉีกรัฐธรรมนูญปี 2540 ที่ถือว่าไม่เคารพและย่ำยีอำนาจการตัดสินใจของประชาชนในการเลือกผู้บริหารประเทศตามครรลองระบอบประชาธิปไตย รวมทั้งทำลายเสรีภาพในการแสดงความเห็นและจำกัดสิทธิของประชาชนที่มิอาจรับได้

หลังจากนั้นได้เปิดเว็บไซต์ “คณะนิติราษฎร์ : นิติศาสตร์เพื่อราษฎร” (www.enlightened-jurists.com) เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2553 ซึ่งได้ร่วมกับเพื่อนอาจารย์เพื่อรวบรวมผลงานและบทวิเคราะห์ทางวิชาการ โดยให้เหตุผลว่า
“อาจารย์กลุ่มเล็กๆกลุ่มนี้ได้ทำหน้าที่ของตนอย่างกล้าหาญ โดยการออกแถลงการณ์โต้แย้งผู้มีอำนาจในบ้านเมืองโดยการชี้แจงข้อกฎหมายต่างๆอย่างตรงไปตรงมาตามหลักนิติรัฐ และการทำหน้าที่ของกลุ่ม 5 อาจารย์ก็คงเปรียบเหมือนกับบ่อน้ำที่ราษฎรทั้งหลายจะมาตักดื่มเพื่อดับความกระหายใคร่รู้ในความเป็นประชาธิปไตย และกลุ่มนี้ก็จะทำหน้าที่ในการตอบคำ ถามกฎหมายที่สอดคล้องกับแนวทางประชาธิปไตยและความเป็นธรรมมาตลอด”
โดยเฉพาะอาจารย์วรเจตน์ได้แสดงความเห็นทางวิชาการทางกฎหมายที่ต่อสู้เพื่อระบอบประชาธิปไตยมาอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งการจัดเสวนาเพื่อให้เกิดการปฏิรูปกองทัพ กระบวนการยุติธรรม การเมือง และการปรับปรุงมาตรา 112
ทุบกล่องดวงใจเผด็จการ

จึงไม่แปลกที่คณะนิติราษฎร์จะถูกกล่าวหาและยัดเยียดในแง่ลบต่างๆว่ารับงานหรือรับใช้ “ระบอบทักษิณ” จาก “กลุ่มเกลียดทักษิณ” ไม่ว่าจะเป็นนักวิชาการด้วยกัน ภาคประชาชน นักการเมือง หรือผู้นำกองทัพ โดยเฉพาะข้อเสนอ 4 ประเด็นล่าสุดที่เหมือนทุบ “กล่องดวงใจ” เผด็จการหรือคณะรัฐประหารและพวกพ้อง เพราะเป็นการประกาศความเสียเปล่าของผลพวงรัฐประหาร โดยเฉพาะคำพิพากษาของศาลและมาตรา 36-37 รัฐธรรมนูญชั่วคราวปี 2549 ที่คณะรัฐประหารออกมาเพื่อนิรโทษกรรมตัวเอง (อ่านเพิ่มเติมข่าวไร้พรมแดนหน้า 5 และฟังจากปากหน้า 18)
ที่สำคัญการลบล้างผลพวงรัฐประหารยังเป็นการเปิดให้กระบวนการยุติธรรมสามารถเริ่มต้นใหม่ ซึ่งอาจมีผลต่อการฟ้องคณะรัฐประหาร คตส. คณะรัฐมนตรี และบรรดาสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติที่เป็นผลพวงจากรัฐประหาร อย่างที่ ร.ต.ฉลาด วรฉัตร เคยฟ้องเป็นจำเลยในความผิดฐานเป็นกบฏมาแล้ว แต่ศาลยกฟ้องเพราะมาตรา 36-37 ทั้งยังเป็นการปิดประตูตายไม่ให้เกิดการรัฐประหารในไทย ซึ่งไทยถือเป็นประเทศที่มีการรัฐประหารมากเป็นอันดับ 4 ของโลกจากข้อมูลของ The Center for Systemic Peace (CSP) ที่รวบรวมข้อมูลการทำรัฐประหารทั่วโลกตั้งแต่ปี 1946-2010 โดยซูดานมากที่สุด 31 ครั้ง รองลงมาคืออิรัก 24 ครั้ง โบลิเวีย 19 ครั้ง และไทย, กินีบิสเซา, ซีเรีย, โตโก 17 ครั้ง
เรียงหน้าอัดนิติราษฎร์

ที่น่าสังเกตคือกลุ่มที่ออกมาคัดค้านและโจมตีข้อเสนอของคณะนิติราษฎร์นอกจากพยายามบิดเบือนไปถึงเรื่องการรับใช้ระบอบทักษิณหรือกลุ่ม พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร แล้ว ยังเน้นไปที่มาตรา 112 ว่าไม่ควรแตะต้องสถาบันเบื้องสูง โดยเฉพาะ พล.อ.ทรงกิตติ จักกาบาตร์ ผู้บัญชา การทหารสูงสุด และ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก
ขณะที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ใช้วาทกรรมที่ถนัดว่า ไม่เข้าใจว่าทำไมกลุ่มนิติราษฎร์จึงก้าวล่วงถึงขนาดให้ลบล้างคำพิพากษา เหมือนเป็นการเจาะจงเพื่อประโยชน์ของคนบางกลุ่มเท่านั้น ส่วนนายถาวร เสนเนียม ส.ส.สงขลา พรรคประชาธิปัตย์ จัดหนักกล่าวหาว่ากลุ่มนิติราษฎร์ออกมาเคลื่อนไหวเรื่องนี้อย่างเป็นขั้นตอนและระนาบเดียวกันนั้นรับงานจากใคร กลุ่มใด และมีผลประโยชน์อะไรหรือไม่ เพราะเป็นการทำลายหลักนิติรัฐ นิติธรรมของชาติ
“คนเราแค่อ้าปากก็เห็นลิ้นไก่ว่าต้องการอะไร ที่สุดแล้วการเสนอเรื่องนี้จะเป็นการเพิ่มปมความขัดแย้งแตกแยกในสังคมไทยให้มากขึ้น”

อดีต “คตส.-ส.ส.ร.” ร้อนฉ่า!

นายสัก กอแสงเรือง อดีต คตส. ออกมาตอบโต้กลุ่มนิติราษฎร์โดยอ้างในฐานะตัวแทนสภาทนายความว่า สิ่งที่กลุ่มนิติราษฎร์เสนอจะให้ลบล้างคำพิพากษาและการกระทำที่เสียเปล่านั้น ในนานาอารยประเทศเป็นกรณีการกระทำที่เกิดขึ้นจากอำนาจเผด็จการที่ทำร้ายประชาชนผู้บริสุทธิ์ ซึ่งแตกต่างจากเหตุการณ์ในไทยที่มีการรัฐประหารและทำการตรวจสอบความผิดของผู้มีอำนาจบริหารประเทศที่ใช้อำนาจแสวงหาประ-โยชน์แก่ตนเองและพวกพ้อง ข้อเสนอของกลุ่มนิติราษฎร์จึงเอื้อประโยชน์กับอดีตนักการเมืองมากกว่าจะแสวงหาความยุติธรรมให้กับสังคม ซึ่งการฉ้อราษฎร์บังหลวงของนักการเมืองนั้นเลวร้ายกว่าการรัฐประหาร

ด้านนายสมคิด เลิศไพฑูรย์ อธิการบดี มธ. อดีต ส.ส.ร. และเลขานุการคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญปี 2550 ตอบโต้กลุ่มนิติราษฎร์ผ่านเฟซบุ๊คว่า ยังมีอาจารย์ มธ. ส่วนใหญ่ที่ไม่เห็นด้วยกับความเห็นของอาจารย์กลุ่มนิติราษฎร์ พร้อมตั้งคำถาม 15 ข้อ เช่น คมช. เลว รัฐธรรมนูญ 2550 มาจาก ส.ส.ร. เลว แต่รัฐบาลที่มาจากรัฐธรรมนูญเลวเป็นรัฐบาลดีใช่หรือไม่ ศาลรัฐธรรมนูญช่วย พ.ต.ท.ทักษิณคดีซุกหุ้นถือว่าใช้ได้ แต่ไม่ช่วยคดียึดทรัพย์ถือว่าใช้ไม่ได้ เป็นตุลาการภิวัฒน์ใช่หรือไม่ ถ้ายกเลิกกฎหมายที่ถูกยกเลิกไปแล้วได้ จะล้มเลิกการกระทำทั้งหลายและลงโทษคณะรัฐประหารกี่ชุด หรือจะลงโทษเฉพาะคณะรัฐประหารที่กระทำต่อ พ.ต.ท.ทักษิณ และบทบัญญัติว่าด้วยสิทธิเสรีภาพของประชาชนตามรัฐธรรมนูญปี 2550 แย่กว่ารัฐธรรมนูญปี 2540, 2475 ที่นิติราษฎร์จะนำมาใช้ใช่หรือไม่ ฯลฯ

อดีตคณบดีโต้อธิการบดี!

ขณะที่นายพนัส ทัศนียานนท์ อดีตคณบดีคณะนิติศาสตร์ มธ. ซึ่งเป็นอดีต ส.ส.ร. ร่างรัฐธรรมนูญปี 2540 ตอบคำถามนายสมคิด โดยสนับสนุนข้อเสนอของกลุ่มนิติราษฎร์ว่า กลุ่มนิติราษฎร์ไม่ได้เสนอให้ยกเลิกรัฐธรรมนูญชั่วคราวปี 2549 แต่ให้ถือว่าการนิรโทษกรรมแก่ผู้ทำรัฐประหารตามมาตรา 37 ไม่เกิดผลตามกฎหมาย ส่วนตุลาการภิวัฒน์คือตุลาการที่ยอมเป็นเครื่องมือและอาวุธให้กับผู้มีอำนาจใช้ประหัตประหารและทำลายล้างศัตรูของตน ตุลาการศาลทั้งในคดีซุกหุ้นและคดียึดทรัพย์ พ.ต.ท.ทักษิณจึงเป็นตุลาการภิวัฒน์ด้วยกันทั้งสิ้น เพียงแต่ในคดีซุกหุ้นตุลาการภิวัฒน์เป็นฝ่ายแพ้
ส่วนคำถามว่าหาก คมช. เลว ส.ส.ร. เลว รัฐธรรมนูญและรัฐบาลที่เป็นผลพวงนั้นจะเลวด้วยหรือไม่นั้น นายพนัสตอบว่า ไม่ใช่เรื่องใครดีใครเลว แต่เป็นเรื่องของหลักการในทางนิติ ศาสตร์ที่ต้องมีการยืนยันระหว่างอำนาจรัฐกับเสรีภาพของประชาชน และระหว่างระบอบเผด็จการกับระบอบประชาธิปไตย ซึ่งนักกฎหมายควรยืนอยู่ข้างใดมากกว่า ฯลฯ ทั้งยังให้นายสมคิดเสนอความเห็นที่ดีกว่าของกลุ่มนิติราษฎร์ด้วยว่าเป็นอย่างไร ถ้าดีกว่าจริงก็จะสนับสนุนเต็มที่ในฐานะนักกฎหมายด้วยกัน

จุดแสงสว่างต้านรัฐประหาร

อย่างไรก็ตาม ข้อเสนอของคณะนิติราษฎร์ไม่ใช่แค่การตอบโต้กันของฝ่ายที่คัดค้านหรือฝ่ายสนับสนุนในวงจำกัดเท่านั้น แต่ต้องยอมรับว่าคณะนิติราษฎร์ได้จุดประกายให้ประชาชนและสังคมไทยเห็นทางสว่างที่จะต่อต้านการรัฐประหาร
อย่างที่นายจาตุรนต์ ฉายแสง อดีตสมาชิกพรรคไทยรักไทย เขียนผ่านเฟซบุ๊คว่า กลุ่มนิติราษฎร์มีความกล้าที่จะยืนยันหลักการและจิตวิญญาณของประชาธิปไตย ชี้แจงข้อเสนออย่างมีหลักการและเหตุผล ไม่เหมือนนายอภิสิทธิ์และพรรคประชาธิปัตย์ที่ไม่ได้พูดถึงหลักการเกี่ยวกับประชาธิปไตยหรือการรัฐประหาร ซึ่งเป็นสาระสำคัญที่จะเป็นประโยชน์ต่อประชาชนเลยแม้แต่น้อย

นายรุจ ธนรักษ์ นักเขียนอิสระ เห็นว่าสิ่งที่คณะนิติราษฎร์ทำเสมือนจุดไฟแห่งปัญญาให้สังคมที่กำลังมืดมิด ซึ่งคือ “หน้าที่” โดยตรงของนักวิชาการที่มีต่อสังคม เป็นหลักคิดที่ควรได้รับการ “ปลูกฝัง” และต่อยอดไปเรื่อยๆ เพื่อให้คนไทยเชื่อกันจริงๆเสียทีว่าอำนาจสูงสุดของประเทศนี้เป็นของประชาชน ไม่ใช่ของพรรคการเมือง ของทหาร หรือของเทวดาที่ไหน

“ลองคิดดูว่าอาจารย์มหาวิทยาลัยเพียง 7 คน เขียนข้อเสนอเพียง 4 หน้ากระดาษแล้วตั้งโต๊ะแถลงข่าวใช้เวลาไม่กี่ชั่วโมง วันรุ่งขึ้นผู้มีอำนาจทั้งหลายในประเทศล้วนเป็นเดือดเป็นร้อนกันไปหมดกับแนวทางที่พวกเขานำเสนอ ทั้งที่พวกเขาไม่มีปืน ไม่มีเงิน และไม่มีกระทั่งฐานการเมือง มวลชน สิ่งที่อาจารย์กลุ่มนี้ทำให้พวกเราเห็นคือการบอกว่าในการจะสู้กับปิศาจนั้นเราไม่จำเป็นต้องขายวิญญาณให้ปิศาจอีกตนหนึ่งเพื่อเอาอำนาจดิบเถื่อนมาปราบปิศาจตนแรก เราสู้กับปิศาจได้ด้วยแสงสว่าง ด้วยความรู้ ด้วยเหตุผล ด้วยปัญญา และปิศาจทุกเผ่าพันธุ์เหมือนกันหมด พวกมันกลัวแสงสว่าง”
สารถึงผู้รักในนิติรัฐ-ประชาธิปไตย

ล่าสุดอาจารย์คณะนิติราษฎร์ได้ประกาศนิติราษฎร์หลังจากมีทั้งผู้คัดค้านและสนับสนุนว่า มีผู้เขียนบทความ จดหมาย คำกลอน รวมทั้งส่งอีเมล์ถึงคณะนิติราษฎร์จำนวนมาก ทั้งให้กำลังใจ สนับสนุนข้อเสนอ รวมทั้งเสนอแนะเพิ่มเติม ทั้งตั้งคำถาม แสดงความไม่เห็นด้วย หรือต่อว่าด่าทอ คณะนิติราษฎร์จึงส่งสารผ่านเว็บไซต์นิติราษฎร์ว่า
“คณะนิติราษฎร์ได้รับสารเหล่านั้นทั้งหมดแล้ว และขอขอบคุณในทุกคำให้กำลังใจและสนับสนุนของประชาชนผู้มีใจรักในนิติรัฐประชาธิปไตย และปฏิเสธไม่ก้มหัวหรือยอมจำนนต่อรัฐประหารไม่ว่า ณ เวลาใดๆ ขอขอบคุณและชื่นชมทุกท่านที่พร้อมร่วมกันยืนยันว่าในที่สุดแล้วประชาชนคือรัฏฐาธิปัตย์ที่แท้จริงในระบอบประชาธิปไตย เป็นผู้มีอำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญ และมีความชอบธรรมอย่างเต็มที่ในการลบล้างผลพวงจากการประกอบอาชญากรรมยึดอำนาจไปจากมือประชาชน

คณะนิติราษฎร์จะน้อมรับและตอบข้อสงสัยในคำวิพากษ์วิจารณ์ข้อเสนอก็ต่อเมื่อบุคคลหรือกลุ่มบุคคลเหล่านั้นได้อ่านและทำความเข้าใจทุกถ้อยแถลงของข้อเสนออย่างละเอียดเพียงพอแล้ว ด้วยจิตใจที่เปิดกว้าง วิจารณ์อยู่บนพื้นฐานหลักการแห่งกฎหมาย และขอแสดงความเสียดาย แต่ไม่แสดงความท้อใจเมื่อเราพบว่ายังมีคนอีกจำนวนหนึ่งที่จำนนต่อรัฐประหาร พร้อมสยบยอมต่ออำนาจอื่นใด เหยียบย่ำหลักการ และมองข้ามหัวประชาชน”
กระดิ่งผูกคอแมว

การเคลื่อนไหวของอาจารย์คณะนิติราษฎร์จึงเป็นความกล้าหาญที่เต็มไปด้วยอันตราย เพราะต้องยอมรับว่าประเทศไทยยังมี “อำนาจนอกระบบ” ที่มองเห็นและมองไม่เห็น ซึ่งทุกข้อเสนอล้วนเป็นประเด็นละเอียดอ่อนและกระทบโดยตรงกับการเมืองการปกครองในระบอบประ-ชาธิปไตยแบบไทยๆที่ยังถูกหมกเม็ดจาก “อำนาจนอกระบบ” ไม่ใช่แค่อำนาจของกองทัพที่สามารถทำรัฐประหารได้ตลอดเวลาเท่านั้น

ข้อเสนอของคณะนิติราษฎร์ครั้งนี้จึงเหมือนเป็นการจุดไฟแห่งความหวังและความกล้าหาญให้กับผู้ต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยในการต่อสู้กับอำนาจเผด็จการ เหมือนหนูในนิทานอีสปที่ “เอากระดิ่งไปผูกคอแมว” เป็นเรื่องของหนูที่ถูกเจ้าแมวอ้วนใหญ่จับกินตัวแล้วตัวเล่า จึงต้องหารือกันว่าจะทำอย่างไรให้รอดพ้นจากเจ้าแมวอ้วนตัวนี้ จนมีหนูฉลาดเสนอให้เอากระดิ่งไปผูกที่คอแมว เพื่อเวลาแมวเดินมาจะได้ยินเสียงและจะได้หลบทัน ซึ่งหนูทุกตัวต่างก็เห็นดีเห็นงามด้วย
แต่ปัญหาคือหนูตัวไหนจะ “กล้าหาญ” เอากระดิ่งไปผูกคอแมวอย่างคณะนิติราษฎร์!

ที่มา : นิตยสารโลกวันนี้วันสุข ปีที่ 7 ฉบับ 330 วันที่ 1 - 7 ตุลาคม 2554  พ.ศ. 2554
หน้า 16 คอลัมน์ เรื่องจากปก โดย ทีมข่าวรายวัน
http://redusala.blogspot.com

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น