วันจันทร์ที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

คุยกับ "โหน่ง โอเคนิติราษฎร์" หลังถูกคุมตัวกองปราบ เหตุชูป้ายหน้าสถานทูตสหรัฐ


เรื่อง/ภาพ : ฟ้ารุ่ง ศรีขาว
ลำดับภาพ : นัฐพงษ์ โห้เฉื่อย

"มติชนออนไลน์"
 
สัมภาษณ์ น.ส.เชาวนาถ มุสิกภูมิ หรือ “โหน่ง โอเคนิติราษฎร์” หญิงวัย วัย 52 ปี ซึ่งถูกควบคุมตัวที่กองปราบ ระหว่างวันที่ 6 ก.ค. – 11 ก.ค. เนื่องจากเธอไปชูป้ายแสดงความยินดีในวันชาติสหรัฐอเมริกา (Independence Day) 4 กรกฎาคม 2557 ในบรรยากาศของการทำกิจกรรมโดยประชาชนกลุ่มหนึ่งนำข้าวหลามไปรับประทานและนำดอกไม้ไปมอบที่หน้าสถานทูตในวันดังกล่าว


http://youtu.be/54dxe9QlaRg


-ชูป้ายแสดงความเห็นทางการเมืองครั้งแรกเมื่อไหร่ 

ชูป้ายแสดงออกทางการเมืองครั้งแรก วันที่ 2 ก.พ.2555 ไปชูป้าย "โอเคนิติราษฏร์" เพราะตอนนั้นมีคณาจารย์ซึ่งมีจริยธรรมสูงมาก คือกลุ่มนิติราษฎร์ ซึ่งพี่มีความเห็นสอดคล้องด้วย ก็เลยตั้งใจทำป้ายไปเชียร์อาจารย์วรเจตน์ และคณาจารย์นิติราษฎร์ 

แต่วันนั้นเข้าประตูผิด เดินไปทางลานโพธิ์ ก็เห็นตัวแทนคณะวารสารศาสตร์กลุ่มหนึ่ง กำลังจัดงานก็เลยเลียบเคียงไปดู

ก่อนหน้านั้น เรารู้แต่ว่า มีอาจารย์กลุ่มใหญ่ที่มีอิทธิพลมากๆ พูดอะไรทำอะไรไม่ผิด และไม่ได้อยู่กลุ่มเดียวกับคณะนิติราษฎร์ 

ช่วงนั้นนอกจากนิติราษฎร์แล้ว เราเห็นว่าส่วนใหญ่มีแต่นักวิชาการที่พูดน้ำท่วมทุ่งและส่วนตัวมองว่าไม่ใช่ทางออกประเทศ เมื่อมีกลุ่มนิติราษฎร์ออกมา เราก็เลยอยากให้กำลังใจ


-รู้มาก่อนไหม ว่า วันที่ 2 ก.พ. 55  มีคณะวารสารกลุ่มหนึ่ง นัดรวมตัวไปแสดงความเห็นอีกแบบหนึ่งแตกต่างจากนิติราษฎร์*

ไม่รู้ เพราะ ตอนนั้นจะโฟกัสไปที่กลุ่มที่สนับสนุนอาจารย์วรเจตน์ (เครือข่ายนักกิจกรรมทางสังคมเพื่อประชาธิปไตย) อย่างเดียว วันนั้น(2 ก.พ.55) ฝนตกพรำๆ ด้วยนะ ตั้งใจว่าจะไปแถวๆ คณะนิติศาสตร์ เครือข่ายนักกิจกรรมฯ มีนัด วันที่ 2 (ก.พ.55) ประตู 2 บ่าย 2 โมง เราไม่รู้หรอกว่าประตูธรรมศาสตร์ประตูไหนเรียกว่า ประตู 1,2,3,4 เราไม่ใช่เด็กธรรมศาสตร์ เพียงแต่ว่าเห็นประตูธรรมศาสตร์แล้ว พอลงรถ แล้วเดินเข้าไป เจอลานโพธิ์และกลุ่มต้านนิติราษฎร์จัดงานตรงนั้น เราก็เลยเดินเข้าไปฟัง เขาด่า “ทักษิณ” เราก็ทนฟัง 

ที่จริง ก็อยากคุยกับเขาว่าเราคิดต่างกันเพราะอะไร ไม่ใช่มาด่าเราว่า “ขี้ข้าทักษิณ” ฯลฯ วันนั้นเราไม่ได้ด่าอะไรสักคำนะ เงียบอย่างเดียว

(หมายเหตุ* วันที่ 2 ก.พ. 2555 ศิษย์เก่าและศิษย์ปัจจุบันคณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ นัดหมายกันทางเฟซบุค เพจ "วารสารฯ ต้านนิติราษฎร์” บริเวณตึกโดม ยื่นจดหมายเปิดผนึกต่อต้านการเคลื่อนไหวของคณาจารย์กลุ่มนิติราษฎร์ ในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และในวันเดียวกัน เครือข่ายนักกิจกรรมทางสังคมเพื่อประชาธิปไตยก็จัดกิจกรรมให้กำลังใจกลุ่มนิติราษฎร์ บริเวณประตูตรงข้ามสนามหลวง ฝั่งหน้าหอประชุมใหญ่)




-ได้ไปให้กำลังใจร่วมกับฝ่ายสนับสนุนนิติราษฎร์ อย่างที่ตั้งใจวันนั้นไหม

ไม่ได้ไป เพราะตำรวจเชิญไปที่ สน.ชนะสงคราม เขาไม่อยากให้เราอยู่บริเวณธรรมศาสตร์ เกรงจะเกิดอันตราย

-ป้ายโอเคนิติราษฎร์ ทำไมไม่มี อ.อ่าง

(หัวเราะ) ที่ไม่มีอ.อ่าง เพราะ ตัวอักษรทั้งหมดบนป้าย เป็นสติ๊กเกอร์ที่เหลือจากการทำป้ายตกแต่งร้าน ซึ่งจะมีอักษรชุดละ 2 ตัว แต่ อ.อ่าง ใช้ไปหมด กับป้าย “รับออกแบบทรงผม สุภาพบุรุษ สตรี” อ.อ่างก็ใช้หมดไปแล้ว ก็เลยใช้ สระโอ ไปทำแบบนั้น


-ชื่อ “โหน่ง โอเคนิติราษฎร์” มีที่มาอย่างไร

พี่ชอบพูดว่าโอเค เพื่อนก็เลยเรียกว่า “โหน่ง โอเค” แต่พอชูป้าย โอเคนิติราษฎร์ เพื่อน ก็เลยเรียก “โหน่ง โอเคนิติราษฎร์” แล้วส่วนตัวก็ชอบชื่อนี้มาก

-เป็นคนเสื้อแดงมานานหรือยัง

เมื่อก่อนยังไม่เป็นคนเสื้อแดงแค่มีความเห็นเอนเอียงมาทางนี้แต่ตอนหลังมาเห็นคล้องกับเสื้อแดงหลังจากที่โดนด่าว่า “ทักษิณเป็นพ่อมรึงเหรอ” เมื่อวันที่ 2 ก.พ. 55 เราก็มีความรู้สึกว่าเขาไม่มีเหตุผล ส่วนเรายอมรับว่านโยบายหลายอย่างของ“ทักษิณ”เป็นนโยบายที่ดี


-มาชูป้าย หน้าสถานทูตสหรัฐอเมริกา วันที่ 4 ก.ค. 2557 ได้อย่างไร

นัดกับเพื่อนทางเฟซบุค แต่ไม่ได้ไปพร้อมกัน บางคนไปเที่ยง บางคนไปบ่าย ตอนนั้นมีเจ้าหน้าที่เยอะ เราก็คิดว่าจะรีบทำแล้วรีบกลับ พอถ่ายรูปแล้วจะกลับ พอดีตอนนั้นมี น้อง 2 คน ซึ่งเราไม่รู้จัก กำลังหอบดอกไม้ มีสื่อมวลชนมาถ่ายรูป เราก็เลยเอาป้ายที่เราเขียนเองไปถ่ายรูปด้วย

ตอนจะกลับก็คิดว่าปลอดภัยแล้ว เดินเข้าตลาดนัด ในช่วงเที่ยงคาบเกี่ยวบ่าย คนจะเยอะเพราะพักกลางวัน แต่ก็โดนตำรวจล็อคตัว เพราะตอนนั้นละล้าละลังรอเพื่อนอีกคนหนึ่งด้วย แต่ไม่รู้เพื่อนมาจริงหรือเปล่า เพราะก่อนเราจะมาถึง เขาก็โทร เร่งๆ บอกว่าเขามาถึงแล้ว แต่พอเรามาถึง เราก็ไม่เห็นเขาและเราก็ติดต่อเขาไม่ได้ เขาไม่รับสาย ทำให้เราคิดว่าเพื่อนคนไหนของจริงของปลอม ขณะที่บางกลุ่มที่มาจริงก็ต้องยกนิ้วชื่นชม

-ทำไมไปชูป้ายข้อความ

อยากให้กำลังใจสหรัฐอเมริกาซึ่งเป็นประเทศประชาธิปไตย และอยากสื่อสารกับต่างชาติให้มองเห็นประเทศไทยก็เลยตั้งใจเขียนเป็นภาษาอังกฤษ ทั้งที่เราก็ไม่ได้เก่งภาษาอังกฤษ แค่เอาตัวรอดได้อยากสื่อสารกับสากลเพราะคิดว่าคงมีนักข่าวต่างชาติด้วย

ส่วนไอเดียก็มาจากการฟังอาจารย์ชูพงศ์ ดร.เพียงดิน และอีกหลายคนฟังหลายท่าน พอฟังข่าวท่านจารุพงศ์ เรืองสุวรรณ ที่ประกาศ 24 มิถุนายน ก็อยากสนับสนุน แนวทางของท่านที่ไม่สยบยอม และเชื่อว่าทุกคนทำเพื่อประเทศชาติ ไม่มีใครไม่หวังดีต่อชาติ

-โดนล็อคตัวที่ตลาดนัดแล้วนำตัวไปไหน

ไม่ได้เอาตัวไปไหนเขาแค่ขอถ่ายรูปบัตรประชาชน ตอนแรกเขาจะพาไปโรงพัก แต่เราไม่ยอมเขาก็บอกว่าถ้าพ้นจากเขาไปแล้วก็มีเจ้าหน้าที่คนอื่นอยู่รอบๆ บริเวณนี้อยู่ดี เขาก็พูดอย่างสุภาพ เราก็เลยเอาบัตรประชาชนให้เขาไปเขาก็ถ่ายรูปแล้วเขาก็ให้คืน 

พอเราข้ามไปอีกฝั่งจะนั่งมอเตอร์ไซต์เราก็โดนจับอีกขอดูบัตรประชาชนอีก เราบอกให้ไปแล้วไง เขาก็ไม่เชื่ออีกเราก็ให้เขาไปแต่เจ้าหน้าที่ชุดที่สองไม่ค่อยสุภาพเท่ากับเจ้าหน้าที่ชุดแรก จากนั้นก็ได้กลับบ้าน

-สัญลักษณ์ ข้าวหลาม มาได้อย่างไร

(หัวเราะ) เข้าใจว่ามาจากการห้ามกินแซนด์วิชซึ่งเป็นขนมฝรั่ง งั้นเราก็กินข้าวหลามเสียเลยเป็นขนมไทยๆ ด้วยซ้ำ เขาไม่ได้บอกว่าห้ามกินข้าวหลามเหมือนห้ามกินที่แมคโดนัล ราชประสงค์

-เหตุการณ์ถูกคุมตัวมากองปราบปรามเกิดขึ้นเมื่อไหร่

วันจับกุมคือ วันอาทิตย์ที่ 6 ก.ค.หลังกินข้าวเสร็จตอน 11 โมง เราก็เปิดยูทูบซึ่งเราเข้าใจว่าถ้าดูทางยูทูบได้ก็ไม่น่าจะใช่เรื่องผิด เราสามารถกลั่นกรองได้ก็เปิดฟัง อาจารย์ชูพงษ์ และ ดร.เพียงดิน ฟังมาตลอด รวมถึงคุณอาคม ซิดนีย์ คุณเอนก ซานฟรานส์ ฟังจากคลิป 

ทีนี้ พอฟังถึงเที่ยง ก็มีเจ้าหน้าที่สนธิกำลังทั้งตำรวจทหารประมาณ 10 นาย ในเครื่องแบบมั่ง นอกเครื่องแบบมั่ง ปะปนกันมา มาเชิญตัวไป บอกว่าจะเชิญไปคุยที่สถานีตำรวจลุมพินี ไม่มีอะไรเดี๋ยวก็ปล่อยกลับแล้ว

เขาเอารถตู้ไปรับ ตอนมาจริงๆ มาเป็นสิบ  แต่คนที่ขึ้นรถตู้ไปกับเราจริงๆ ไปไม่กี่นาย เขาแยกย้ายออกไป พอไปถึง สน.ลุมพินี ก็แค่ลงทันทึกประจำวันไว้เท่านั้นเอง

จากนั้น ทหารก็รับช่วงต่อ ไปที่สโมสรทหารบก วิภาวดี นั่งรอนานจนยุงกัด แล้วก็ถูกสอบสวนผลัดกันมาคุย มีคุยดีบ้างแต่ส่วนใหญ่ก็ไม่ค่อยดี เพราะส่วนใหญ่ทำให้เราอารมณ์เสีย จากเดิมก็รอนานอยู่แล้ว เราก็พูดด้วยเหตุผล แต่เราไม่รู้ว่าเหตุผล ที่เราพูดไปจะเป็นผลลบกับเราหรือเปล่า คือในเหตุผลของเราเป็นความเป็นจริง ที่เราเคารพมาตลอด เรายืนหยัดมาตลอด รวมทั้งคนส่วนใหญ่ ก็เห็นว่า “ใช่” ในเหตุผลที่เราพูดไป แต่เขาอาจจะมองไปอีกทางหนึ่ง บางคน ก็ถามว่าใครจ้างมา มีคอนเน็คชั่นกับใคร

มีอยู่คนหนึ่ง มาโฟกัสคำว่า long live (ข้อความในป้าย Long live USA day ....) เขาถามว่าเขียนมาได้ยังไง เขียนแบบนี้หมิ่นนะ  พี่บอกว่าความหมายของ long live แปลว่ายืนยาว ฝรั่งก็ใช้คำนี้

-ใส่เสื้อสกรีน “นิติราษฎร์ นิติศาสตร์เพื่อราษฎร์” ก่อนหรือหลังจากเจ้าหน้าที่ไปควบคุมตัวที่บ้าน

ก่อนเจ้าหน้าที่บุกบ้าน พี่ใส่เสื้ออีกตัวหนึ่ง พอเจ้าหน้าที่มาควบคุมตัว เชิญไป สน.ลุมพินี พี่ก็ขอเขาเปลี่ยนเสื้อ อีกตัวหนึ่ง ตั้งใจใส่เสื้อเป็นสัญลักษณ์นี้ (นิติราษฎร์ นิติศาสตร์เพื่อราษฎร์)  ตัวนี้ เราต้องยืนหยัดในสิ่งที่เราทำถ้าเราคิดว่าถูกต้อง มันไม่ใช่เรื่องผิด การสนับสนุนกลุ่มนิติราษฎร์ ที่หาทางออกให้ประเทศ เขาเป็นคณาจารย์มีคุณธรรมจริยธรรมสูงที่กล้าออกมาขนาดนี้

  

-เจ้าหน้าที่อนุญาตให้เปลี่ยนเสื้อผ้าก่อนออกมา

ที่จริงเขาก็เร่งและคิดว่าเราอิดออดแต่เราขอเวลา10 นาที ปิดประตูเปลี่ยนเสื้อผ้า

-วันที่ 6 ก.ค. ไปถึงกองปราบกี่โมง
เสร็จจากสโมสรทหารบก(วิภาวดี) แล้ว ก็ไปที่กองปราบด้วยรถตู้คันเดิม ไปถึงกองปราบ 4 ทุ่ม ตอนแรกที่เข้าห้องขัง ก็ใจหายว๊าบ เห็นชายฉกรรจ์ นั่งถอดเสื้อ มีสักยันต์กันเต็มเลย แล้วก็เห็นคุณปุ๊ ธนาพล อิ๋วสกุล คุ้นหน้าคุ้นตาน้องคนนี้ตามงานเสวนา แต่ไม่รู้ว่าเขาเป็น บก.ฟ้าเดียวกัน พอเขาเห็นเราใส่เสื้อนิติราษฎร์ ตัวนี้ที่ตั้งใจใส่ไป เขาก็มาคุยด้วย

-อยู่กองปราบกี่วันจึงได้รับการปล่อยตัว

อยู่กองปราบ 6 วัน ได้รับการปล่อยตัว 11.00 น. ของวันที่ 11 ก.ค.57

-ไปเจอใครในกองปราบอีกบ้าง
ถือว่าโชคดีนะการติดคุกเที่ยวนี้เพราะไปเจอ ท่านพลโทมนัส เปาริก ท่านถูกควบคุมตัวอยู่ที่กองปราบ

ก่อนหน้านั้นพี่ก็ได้นวดให้คุณปุ๊ ธนาพล คุณปุ๊ก็เล่าให้ท่านพลโทมนัสฟังว่า พี่นวดเก่งท่านก็เลยบอกว่าเดี๋ยวผมใช้บริกาบ้าง(หัวเราะ) 

ท่านก็คุยให้ความรู้แล้วพี่ก็ได้ใช้ความรู้เรื่องการนวดแผนโบราณบริการท่านด้วย ท่านให้ทิปมาด้วยท่านได้ออกมาก่อน

ส่วนในห้องขังผู้หญิงกับผู้ชายสามารถมาพูดคุยพบกันได้ตอนกลางวัน ส่วนกลางคืนก็จะแยกไปพักผ่อนคนละห้องแล้วแต่ว่าจะล็อคห้องผู้ชายหรือห้องผู้หญิง จะมีช่วงเวลาที่เจ้าหน้าที่มาล็อค

-ออกจากการคุมตัวพร้อมกันกับอีก 2 ท่านหรือไม่
ออกคนละวัน คุณปุ๊ออกมาก่อน(9ก.ค.57) แล้วก็ท่าน พล.ท.มนัส(10 ก.ค.57) แล้วก็พี่(11ก.ค.57)

-คุยกับท่าน พล.ท.มนัส เป็นอย่างไรบ้าง

ท่านเล่าชีวิตท่านให้ฟัง ว่าท่านหาบน้ำจนไหล่ทรุด ท่านโชว์ให้ดู ท่านหาบน้ำจากท่าน้ำมาใช้ที่บ้าน ทั้งหิ้วทั้งหาบ ท่านเป็นเด็กบ้านนอก เราก็คิดว่า ชีวิตเราก็เหมือนชีวิตท่าน เราไม่ได้หาบน้ำหรอก แต่เคยเห็นบรรยากาศ เพราะเป็นเด็กบ้านนอกเหมือนกัน เมื่อก่อนไม่มีน้ำปะปา อยู่ใกล้ท่าน้ำ ท่านก็คุยสนุกสนาน

ก่อนจะมาเป็นนายทหาร ท่านเก็บตังค์ใส่กระปุก ก่อนจะมาสมัครเป็นนักเรียนเตรียมทหาร ท่านเก็บได้ 900 บาทสมัยนั้นเยอะมาก ท่านเข้ากรุงเทพฯ มาสอบ แล้วมาความแตกตอนมอบตัว ที่ต้องให้ผู้ปกครองต้องมาด้วย พ่อถึงรู้ ท่านไม่ได้บอกพ่อตั้งแต่แรกเพราะกลัวพ่อไม่ให้มา ท่านเล่าสนุก ท่านสุภาพมาก เป็นคนน่าเคารพเลื่อมใส ก่อนท่านจะออกจากกองปราบ ท่านก็มาบอกลาด้วย

-ได้คุยกับ "ธนาพล" ไหม

(หัวเราะ) เขาเป็นผู้ชายที่น่ารักมากนะ "ธนาพล" เป็นคนที่จิตใจดีงาม เราสังเกต เวลาใครมา เขาจะเอาของแบ่งให้

-พี่รู้หรือเปล่าว่าเวลา “ธนาพล” อยู่ข้างนอกกับรุ่นพี่ รุ้นน้อง หรือกับเพื่อนบางคน เขาจะปากจัดมากนะ

(หัวเราะ) อันนี้ไม่รู้ (หัวเราะ) เคยเห็นอยู่ตามงานเสวนาบ่อยๆ เห็นเขายิ้มๆ โอ้โห เขาน่ารักนะ ใครเข้ามาห้องขัง เขาก็เอาน้ำเอานั่นนี่ให้คนอื่นกิน เทคแคร์คน มีนั่นมีนี่ให้

ไม่คิดไม่ฝันว่าจะไปเจอกันอยู่ในห้องขัง ดวงพี่จะเป็นแบบนี้ มีความโชคดีอยู่ในเรื่องร้ายมาตลอดเลย

-ออกจากคุก โดนข้อหาอะไรไหม

ไม่โดนตั้งข้อหา

-ช่วยเล่าประวัติให้ฟังหน่อย

เป็นคนหนองคายมาจากจังหวัดหนองคาย เรียนประถม มัธยม ที่หนองคาย ตอน ป.5 อ่านหนังสือวันมหาวิปโยค 14 ตุลา 16 แล้วก็อ่านคอลัมน์ของท่านวีระ มุสิกพงศ์ ตอนนี้ เป็นวีระกานต์ เขียน "จากปลายปากกาคนขี้คุก" พี่อ่านคอลัมน์ท่านทุกวันเลย พี่ก็ชอบมาตลอด

เข้ามา กทม. ปี 2524 เข้ามาเรียนรามคำแหง จริงๆ เพื่อนเรียนพยาบาลผดุงครรภ์ กับวิทยาลัยครูอุดร เป็นครูกันหมด กลับไปบ้านก็เห็นเพื่อนเป็นครูบาอาจารย์กันทั้งนั้นเลยส่วนมาก ถ้าพี่ยังอยู่บ้านก็คงจะเป็นครูอย่างเขา

-ทำไมตัดสินใจ มา กทม.

ที่มากรุงเทพฯ ก็มาตามฝัน อยากเป็นนักข่าว อยากทำข่าว ก็ได้ไปทำที่หนังสือพิมพ์บันทึกธุรกิจ ทำงานไปด้วยเรียนไปด้วยที่รามคำแหง ทำได้ 10 เดือน เคยได้ทำข่าว ศุภชัย พานิชภักดิ์, ไสว พัฒโน, โชคชัย อักษรนันท์, อานันท์ ปันยารชุน

หลังจากนั้น ก็ถูกย้ายไปโต๊ะพิสูจน์อักษร เพราะตกข่าวตลอด ตอนนั้นเป็นวัยรุ่น ก็ห่วงเที่ยว ห่วงเล่น ช่วงนั้น อายุ 19-20 ก็ติดเพื่อน มีปัญหาความรับผิดชอบ หลังจากนั้นก็มาทำชิปปิ้ง ทำต่อเนื่องเคยทำหลายบริษัท รวมทำ 11-12 ปี

กระทั่งปี 2540 เศรษฐกิจพัง ก็มาเรียนแพทย์แผนไทย ก็ไปเรียน กศน.แล้วไปเรียนเพิ่มเติมที่ศูนย์ฝึกอาชีพสตรีภาคกลาง ตรงปากเกร็ด รับใบประกาศจากอธิบดีกรมแพทย์แผนไทย ตอนนี้ก็รับบริการนวดตามบ้าน

ส่วนไพ่ยิปซีจะดูเวลาไปต่างประเทศเจอเพื่อนแม่บ้านก็ดู แล้วก็มีค่าบูชาครู แล้วแต่เขาจะให้ ตอนนี้ก็เป็นนายหน้าขายบ้านที่ดินนายหน้าขายประกัน 

หลังจากปี 2540 เป็นต้นมา ล้มลุกคลุกคลานตลอดจับอาชีพไหนก็ไม่มั่นคงแม้กระทั่งทำธุรกิจขายตรงก็ไม่ประสบความสำเร็จโดนหลอกด้วย ล้มลุกคลุกคลานมาตลอด ไม่รวยแต่ไม่จน พออยู่ได้ คนที่แย่กว่าเราก็ยังมี เราก็ดำรงชีวิตอยู่


-ตอนนี้มีความสุขไหม

สุขตามอัตถภาพ สุขบ้าง ทุกข์บ้าง เหมือนคนทั่วไป ส่วนทางด้านเศรษฐกิจ ก็ผืดเคืองอยู่เหมือนกัน แต่ว่าก็ไม่ถึงกับแย่นะ ก็พอมีใช้กินไปวันๆ หนึ่ง ไม่มีเงินเก็บสะสมเหมือนใครบางคนหรือหลายๆ คน (หัวเราะ) น่านเห็นไหมติดนิสัยแขวะๆ

http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1405317478&grpid

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น