วันอังคารที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

ประเทศไทยโชคดีที่มี...

http://www.internetfreedom.us/thread-12534.html
Posted by นักข่าวชาวรากหญ้า

[Image: r1377038616.jpg]

[Image: r1473198335.jpg]

เหยื่อพวกคลั่งชาติ-(บน)เจ้าหน้าที่อุ้มหญิงชราชาวบ้านที่ถูกอพยพออกจากหมู่บ้าน
ใกล้ชายแดนไทย-กัมพูชา เพื่อหลบภัยไปยังแหล่งพักพิงรองรับการอพยพชั่วคราว
ในจังหวัดศรีสะเกษอย่างทุลักทุเล
(ภาพข่าว:รอยเตอร์ http://news.yahoo.com/nphotos/Thailand/s...38616.jpg)
(ล่าง)ผู้ไร้ที่อยู่อาศัยชาวกัมพูชาอพยพออกจากพื้นที่"ทับซ้อน" ตามที่พันธมิตรฯต้องการไปยัง
ที่พักพิงรองรับการอพยพชั่วคราว หลังเกิดการสู้รบของทหารไทยกับกัมพูชา
(ภาพข่าว:รอยเตอร์ http://news.yahoo.com/nphotos/Thailand/s...198335.jpg )


โดย ชำนาญ จันทร์เรือง
7 กุมภาพันธ์ 2554

ท่ามกลางควันปืนและลูกระเบิดที่คละคลุ้งบริเวณชายแดนไทยกัมพูชา
ภาพของการอพยพหนีตายของพี่น้องไทยและกัมพูชาได้เผยแพร่ไปทั่วประเทศทั้งสอง

ทั้งในรูปแบบของการรายงานตามข้อเท็จจริง
และรูปแบบของการปลุกกระแสแห่งความรักชาติให้พลุ่งพล่านว่า
หนอยแน่ะเอ็งเป็นประเทศเล็กกระจ้อยร่อยบังอาจหาญกล้ามาราวีกับประเทศใหญ่กว่าอย่างข้​า

ในทำนองกลับกันทหารไทยที่ไม่เคยรบชนะใครเลยตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่หนึ่งเป็นต้นมา
นอกจากชนะประชาชนของตัวเองบังอาจมารบกับประเทศของข้าที่รบชนะมาหมดแล้ว
ไม่ว่าจะเป็นอเมริกาหรือคอมมิวนิสต์ใหญ่ทั้งหลาย อย่ากระนั้นเลยต้องสั่งสอนเสียให้เข็ด

ในทำนองกลับกันฝ่ายกัมพูชาก็ปลุกระดมให้เห็นถึง
การเอารัดเอาเปรียบของพี่ไทยตั้งแต่อดีตจนปัจจุบันว่า
บรรดาปราสาททั้งหลายมันก็ชัดๆอยู่แล้วว่า
เป็นปราสาทขอม ยังจะมีหน้ามาฮุบเอาของเราอีก
ขนาดศาลโลกตัดสินแล้วยังตะแบงว่า
ตัดสินให้เฉพาะตัวปราสาทพระวิหารแต่ไม่ให้พื้นดินที่อยู่ข้างใต้

มิหนำซ้ำจอมพลสฤษดิ์ยังดันมาทำรั้วกั้นที่เอาตามอำเภอใจเสียอีก
อย่ากระนั้นเลยต้องรบกับพี่ไทยเสียให้รู้เรื่องเสียที
จะได้มีเรื่องมีราวไปถึงศาลโลกและสหประชาชาติ
ซึ่งเขมรมั่นใจว่าชนะแหงๆ
และยังเป็นโอกาสอันดีที่จะได้เปิดตัวทายาท
ทางการเมืองของสมเด็จอัครมหาเสนาบดี ฮุน เซ็น คือ
บุตรชายสุดรักที่ชื่อว่าพลจัตวาฮุน มาเน็ต ให้พี่น้องชาวกัมพูชาคุ้นชินเป็นเบื้องต้น

ในบรรดาความโง่ของมนุษย์ทั้งหลายในโลกนี้
ไม่มีความโง่ใดใดที่จะเทียบเท่ากับการที่เข้าห้ำหั่นเอาชีวิตมนุษย์ด้วยกัน
เพียงเพื่อกองหินเก่าๆ กับพื้นดินที่ไร้ค่าโดยอ้างว่าเพื่อปกป้องอธิปไตย


โดยการเอาเลือดทาแผ่นดินเพื่อสนองตัณหาของผู้บริหารประเทศที่โง่เง่า
และไม่รู้จักพอของทั้งสองฝ่ายที่ดีแต่ปากให้สัมภาษณ์ว่ากันไป
ว่ากันมา ออกแถลงการณ์โต้กันไปโต้กันมาจากในห้องแอร์
โดยมีพี่น้องร่วมชาติทั้งสองชาติต้องเป็นผู้รับเคราะห์กรรม

จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทำให้ผมมานึกทบทวนว่าการศึกสงครามนั้นมันเกิดขึ้นได้เสมอ
เมื่อมีความขัดแย้งเกิดขึ้น
แต่แน่นอนว่ามันก็ย่อมป้องกันที่จะไม่ให้มีการเกิดขึ้นได้เสมอเช่นกัน

ในส่วนของกัมพูชานั้นผมคงงดเว้นที่จะไปวิพากษ์วิจารณ์
เพราะดีไม่ดีจะเข้าข่ายติชมอริราชศัตรูผิดอาญาแผ่นดินเข้าจะเดือดร้อนกันไปเปล่าๆ
แต่ที่แน่ๆก็คือคนที่สามารถสั่งให้คนไปตายด้วยการรบกัน
เพื่อสนองตัณหาทางการเมืองของตนได้นั้นย่อมไม่ใช่คนดีอย่างแน่นอน

หันมาพิจารณาในฝ่ายพี่ไทยเรา
(ก็ไม่รู้ว่าได้รับการยกให้เป็นพี่ตั้งแต่เมื่อไหร่
แต่ที่แน่ๆประเทศเพื่อนบ้านเราไม่มีประเทศไหนชอบเราสักประเทศ) แล้วพบว่า
จากเหตุการณ์ในช่วงที่ผ่านมาจนเกิดเหตุลุกลามใหญ่โตเป็นสงคราม
ผู้คนอพยพหนีตายกันจ้าละหวั่นยิ่งกว่าครั้งใดใดตั้งแต่สงครามโลกเกิดขึ้นมา
แล้วจะพบว่า ประเทศเรานั้นโชคดีจริงๆที่มีสิ่งต่างๆเหล่านี้

๑) ประเทศไทยโชคดีที่มีอภิสิทธิ์เป็นนายกรัฐมนตรี
เพราะเป็นนายกที่มีความรู้ การศึกษา ชาติตระกูลดี
มีอำนาจพิเศษหนุนหลัง ไม่ว่าจะเป็นจากกองทัพ(ตอนนี้ชักไม่แน่ใจ)
ไม่ว่าจะเป็นผู้มากบารมีทั้งหลาย
เพราะกระชับพื้นที่จนคนตายไป ๙๑ ศพ ยังอยู่รอดปลอดภัย
ไม่มีใครสามารถเอาความได้

แต่ประเทศไทยก็โชคไม่ดีเช่นกันที่มีอภิสิทธิ์เป็นนายกรัฐมนตรี
เพราะไม่มีการตัดสินใจที่เด็ดขาด มีแต่ความโลเล
โดยเฉพาะอย่างยิ่งในนโยบายการต่างประเทศกับกัมพูชา
แข็งก็ไม่แข็งจริง อ่อนก็ไม่อ่อนจริง จนผู้นำกัมพูชาจับไต๋ได้ถูกว่า
อย่างไรเสียหากมีการสู้รบเกิดขึ้นนายกอภิสิทธิ์คงจะออกอาการแหยเสียเป็นแน่

ซึ่งก็เป็นอย่างนั้นจริงๆ
ถ้อยคำที่ดุดันดันแข็งกร้าวให้เอาธงลง ตอนก่อนปะทะกัน ฯลฯ
ไม่มีให้เห็น ไม่ได้แม้สักเสี้ยวหนึ่งของวินสตัน เชอร์ชิลอดีตผู้นำของประเทศ
ที่ตนเองกำเนิดและไปร่ำเรียนมา กลายเป็นใบ้ไปเสียเฉยๆซะอย่างนั้น

๒) ประเทศไทยโชคดีที่มีรัฐมนตรีการต่างประเทศ
ที่มีประสบการณ์ในทางการทูตมาอย่างยาวนานชื่อ กษิต ภิรมย์ 

รู้ทางหนีทีไล่ในเวทีการเมืองระหว่างประเทศ
มิหนำซ้ำยังเป็นสหายของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยที่เข้มแข็ง
จนถึงกับเคยขึ้นเวทีของพันธมิตรฯมาแล้ว ถึงกับออกปากชมการชุมนุมว่า
“อาหารดี ดนตรีเพราะ” จนได้รับการส่งเข้าประกวดจากพันธมิตรฯ
ให้เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ
ซึ่งก็แสดงให้เห็นว่ามีกองหนุนที่แน่นปึ๊ก(แต่ตอนนี้ด่ากันแล้ว)

แต่ประเทศไทยก็โชคไม่ดีเช่นกัน
ที่มีรัฐมนตรีว่ากระทรวงการต่างประเทศที่ชื่อกษิต ภิรมย์
เพราะเคยปราศรัยด่าฮุน เซ็น ว่าเป็นกุ๊ย
แต่ก็ต้องไปเจรจาความเมืองกับประเทศที่มีผู้นำที่ถูกตนเองด่าว่าเป็นกุ๊ย
แล้วจะไปเหลืออะไร
เพราะแม้แต่กำลังเจรจาอยู่กับเขาในประเทศเขาเองแท้ๆ
เขายังสั่งยิงทหารไทยที่ชายแดนเลย ออกจากประเทศเขากลับมาได้ก็บุญแล้ว

๓) ประเทศไทยโชคดีที่มีสมณะและฆราวาสผู้ทรงศีล
สนับสนุนการชุมนุมของประชาชนทั้ง(เคย)สนับสนุนและต่อต้านรัฐบาล

การชุมนุมจึงเป็นไปด้วยน่าเลื่อมใส
เพราะเป็นการชุมนุมของผู้ทรงศีล ความคิดเห็นและการแสดงออกต่างๆ
จึงน่าจะเป็นไปอย่างสร้างสรรค์

แต่ประเทศไทยก็โชคไม่ดีที่ผู้ทรงศีลเหล่านั้นกลับสนับสนุน
ให้ยึดติดกับเศษหินเก่าๆ พื้นที่ดินเล็กๆที่ไร้ประโยชน์
โดยสนับสนุนให้มีการใช้กำลังทหารเข้าต่อสู้ฟาดฟันกัน
เปิดดูตำราพุทธศาสนาเล่มไหน
ก็ไม่เห็นมีว่าให้พุทธศาสนิกรบกันเพื่อแย่งชิงสิ่งต่างๆเหล่านี้

เราไม่สามารถปฏิเสธได้เลยว่า
การดำเนินของกลุ่มนี้มีผลผลักดันให้รัฐบาลอภิสิทธิดำเนินการในหลายมาตรการ เช่น
การจะให้เอาธงกัมพูชาลง
และจนถึงที่สุดจนถึงกับจะรื้อวัดแก้วเสียด้วยซ้ำไป(ไม่รู้คิดได้อย่างไร)

๔) ประเทศไทยโชคดีที่มีผู้บัญชาการทหารบกคือพลเอกประยุทธ จันทร์โอชา
ที่ได้ชื่อว่าเป็นทหารอาชีพ
ไม่เคยได้ยินถึงการแสดงความเห็นทางการเมือง(ซึ่งก็ถูกต้องแล้ว)
มีบุคคลิกที่เข้มแข็งดุดันจนได้ฉายาว่าสฤษดิ์น้อย
ซึ่งยังเป็นที่ถวิลหาของพวกอำนาจนิยมทั้งหลาย
ที่ยังกล่าวถึงจอมพลสฤษดิ์อยู่เสมอเมื่อเกิดเหตุการณ์ความไม่สงบหรือเกิดเพลิงไหม้

แต่ประเทศไทยก็โชคไม่ดีที่ผู้บัญชาการทหารบกคนนี้เข้มแข็งและดุดัน
เฉพาะกับนักข่าวถึงกับ ชี้หน้าอยู่เป็นประจำ
เมื่อถูกถามถึงการรัฐประหาร ไม่ได้เข้มแข็งดุดัน
ให้ทหารเขมรได้กลัวเกรงถึงแสนยานุภาพของทหารไทย
ที่เขมรจะต้องคิดหนักเมื่อจะต้องรบกับไทยเลย
มิหนำซ้ำยังแสดงอาการหลุดให้เห็นบ่อยๆเมื่อมีการให้สัมภาษณ์
ไม่ให้สัมภาษณ์บ้างก็ได้นะครับ เสียบุคคลิกโหม้ด

อย่างไรก็ตามไม่ว่าไทยกับกัมพูชาจะรบหรือไม่รบกันจนผู้คนตายกันเป็นเบือก็ตาม
สุดท้ายก็ต้องจบลงที่การเจรจา
แต่ผลของการเจรจานั้นย่อมขึ้นอยู่ที่ฝ่ายใดเป็นผู้มีอำนาจในการต่อรองที่เหนือกว่า

หากเรายังมีผู้ที่เกี่ยวข้องดังสี่ประการข้างต้นที่กล่าวมาแล้ว
ก็อย่าหวังว่าเราจะเป็นฝ่ายที่มีอำนาจต่อรองที่เหนือกว่าเลย
แค่ศึกภายในยังเอาไม่อยู่แล้ว

ศึกนอกที่ใหญ่โตกว่าเช่นนี้ ก็เป็นอันสิ้นหวังครับ

--------------------------
เรื่องเกี่ยวเนื่อง:

-[b]UNจี้ยุติสงคราม ชุมนุมเพรียกหาสันติภาพ
http://thaienews.blogspot.com/2011/02/un.html

http://thaienews.blogspot.com/2011/02/bl..._7471.html


ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น