วันอาทิตย์ที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2554


ยิ่งลักษณ์’จะพลิกประเทศเพื่อประชาชน

         จากหนังสือพิมพ์ โลกวันนี้ วันสุข
         ปีที่ 7 ฉบับที่ 318 ประจำวัน จันทร์ ที่ 11 กรกฏาคม 2011
         โดย วัฒนา อ่อนกำปัง
         รศ.ดร.กิตติ ลิ่มสกุล อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มองว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ว่าที่นายกฯ เป็นเจ้าแห่งระบบ “ซีอาร์เอ็ม” หรือเอาลูกค้าเป็นใหญ่ ดังนั้น การบริหารประเทศจะต้องทำอย่างไรให้ลูกค้าพึงพอใจ ประการแรกต้องเลิกสิ่งเพี้ยนๆทั้งหลายที่เกิดในรัฐบาลชุดที่แล้ว และตั้งรองนายกฯด้านเศรษฐกิจที่มีฝีมือและวางใจได้เข้ามาบริหารจัดการเศรษฐกิจของประเทศใหม่ให้ทันสมัย เป็นที่ยอมรับของทั่วโลก


การเลือกตั้งที่ผ่านมาเป็นอย่างไร


สิ่งที่เห็นชัดที่สุดคือการเปลี่ยนแปลงนโยบายเกือบจะ 180 องศา จากเดิมที่การวางนโยบายเป็นแบบอนุรักษ์นิยม บวกด้วยประชานิยมแบบประชาธิปัตย์ ซึ่งไม่เวิร์คทั้งคู่ ถ้าจะอนุรักษ์ก็ควรอนุรักษ์ให้เต็มที่ หรือถ้าจะประชานิยมก็ควรประชานิยมให้ชัดเจน ประชาธิปัตย์พลาดตรงที่ว่าทำอะไรครึ่งๆกลางๆ ไม่แน่ใจ เพราะอะไร อาจเป็นเพราะกลัวประชาชนไม่พอใจหรือไม่รัก ก็เลยมาเลียนแบบประชานิยมของพรรคไทยรักไทย ทำให้ไม่เป็นตัวของตัวเอง หรือเป็นเพราะพรรคประชาธิปัตย์นั้นพึ่งข้าราชการเป็นหลักใหญ่ จึงเอาแผนพัฒนาประเทศมาเป็นตัวหลัก


แต่งวดนี้พอพรรคเพื่อไทยใช้แนว “ซีอาร์เอ็ม” หรือเอาลูกค้าเป็นใหญ่ เพราะคุณยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เป็นเจ้าแห่งซีอาร์เอ็ม มองลูกค้าเป็นหลัก ไม่ใช่มองคนปฏิบัติหรือผู้ผลิตเป็นหลัก เขามองว่าตอนนี้คนไทยมีความเจ็บปวดที่ชัดๆก็คือ ของแพง รายได้น้อย เงินเฟ้อ ชีวิตประจำวันมีความลำบากมากเมื่อเทียบกับยุคนายกฯทักษิณ ชินวัตร เงินในกระเป๋าหายไป คุณยิ่งลักษณ์มองเกมนี้ออกก็ใช้ซีอาร์เอ็มเป็นตัวสำคัญ คือทำอย่างไรให้ลูกค้าพึงพอใจ เพราะฉะนั้นสิ่งที่เสนอมาไม่ว่าจะเป็นอนาคตประเทศไทยหรืออะไรต่างๆคือเป้าหมายการพัฒนาสูตรความสำเร็จ


เขาเสนอมา 20 สิ่งที่หนักๆทั้งนั้น คือเรื่องการเพิ่มรายได้ ลดรายจ่าย ขยายโอกาส ซึ่งเป็นรูปแบบหลักของไทยรักไทยเดิม คุณยิ่งลักษณ์นำเสนอเรื่องการเพิ่มรายได้ โดยระบุว่ารายได้ของประชาชนต้องไม่น้อยกว่า 800,000 ล้านเหรียญสหรัฐ และคนไทยต้องมีค่าจ้างเพิ่มขึ้นไม่ต่ำกว่าวันละ 1,000 บาท หรือผู้จบปริญญาตรีต้องมีรายได้เริ่มต้น 30,000 บาท แต่ไม่ใช่วันนี้นะ นี่คืออนาคต คือการวาดภาพอนาคตให้กับผู้ที่ลงประชามติได้เห็น นอกจากนั้นก็เป็นการเอาแนวนโยบายของพรรคไทยรักไทยกลับมา ทั้งเรื่องยาเสพติด การศึกษาถ้วนหน้า


งานที่ต้องทำทันทีคืออะไร


ณ วันนี้สิ่งที่ต้องทำทันทีเมื่อเป็นนายกฯและตั้ง ครม. เรียบร้อยแล้วคือ ทำอย่างไรให้คนไทยทุกหมู่เหล่ามีชีวิตอย่างราบรื่น เริ่มที่คนจนก่อน ทำอย่างไรให้ราคาสินค้าเพลาลง การที่ราคาสินค้าแพงขึ้นก็มี 2 ด้าน คือด้านที่ของไม่พอ กับอีกด้านคือมีการผูกขาดตัดตอน เล่นแร่แปรธาตุ เช่น ราคาน้ำมันพืชที่รัฐบาลที่แล้วเล่นแร่แปรธาตุจนกระทั่งประเทศเราซึ่งเป็นผู้ผลิตปาล์มต้องไปเข้าคิว เพราะฉะนั้นถ้าหากคุณยิ่งลักษณ์มองลูกค้าเป็นหลักก็เลิกเล่นแร่แปรธาตุ ทุกอย่างก็จะเข้าสู่ภาวะปรกติ เป็นเรื่องที่ต้องทำทันที


เรื่องที่ 2 คือการทำอย่างไรที่จะวางรากฐานของประเทศไทยให้มีความสามารถในการแข่งขัน อันนี้คุณยิ่งลักษณ์ทำงานใหญ่ๆมาเยอะ เพราะฉะนั้นเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องสำคัญหรือเรื่องใหญ่จนเกินความสามารถ ไม่ว่าจะเป็นคมนาคม 10 สาย เมืองใหม่ ลดค่าใช้จ่ายในการขนส่งสินค้า ปรับโครงสร้างการใช้พลังงาน เพิ่มพลังงานสีเขียว 25% ของพลังงาน คือลดการใช้น้ำมัน และเรื่องของไอทีที่เธอเชี่ยวชาญอยู่แล้ว


วันนี้สิ่งที่คุณยิ่งลักษณ์ต้องทำคือ ทำอย่างไรจึงจะทำให้สิ่งที่จะเป็นควรเป็นไป ยกตัวอย่างเช่น การตั้งคณะกรรมการ กสทช. ต้องรีบทำ เพื่อให้เกิด 3จี 4จี อันนี้เป็นเรื่องของการทะลุทะลวงการผูกขาดตัดตอนของอำนาจ ไม่ว่าจะเป็นโดยราชการ หรือโดยคณะกรรมการ หรือพ่อค้า หรือบุคคลใดๆ ซึ่งจะต้องรีบทำให้ระบบไอทีของเราดีขึ้น


ระบบก่อสร้างคมนาคมทั้งหลายที่เป็นขั้นกลางขั้นยาว ผมเชื่อเหลือเกินว่าคุณยิ่งลักษณ์ทำได้แน่ ที่จะระดมทุนจากภาคเอกชน โดยทำเป็นรัฐร่วมกับเอกชน และเอาสิ่งต่างๆที่รัฐวิสาหกิจมีอยู่แปลงทรัพย์สินให้เป็นทุน แล้วก็ระดมทุนซะ อันนี้เป็นเรื่องที่หมูมากทางการเงิน ซึ่งคุณยิ่งลักษณ์โดยผู้เชี่ยวชาญต่างๆที่เป็นที่ปรึกษาสามารถทำได้ไม่ยาก นี่เป็นเรื่องระยะกลาง


อีกด้านคือเรื่องการศึกษาที่จะต้องวางรากฐาน เพราะพรรคประชาธิปัตย์และรัฐบาลที่แล้วทำผิดพลาดอย่างยิ่งที่ไม่ส่งเสริมให้ทรัพยากรมนุษย์เข้มแข็งขึ้น แม้จะมีการศึกษาที่เรียกว่าฟรีแต่ไม่มีคุณภาพ ทุกคนทราบว่าสิ่งที่ท่านอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และพรรคประชาธิปัตย์ทำตั้งใจดีแต่ทำไม่เป็น เพราะคำว่าฟรีมาพร้อมกับความไม่มีคุณภาพ


ฉะนั้นสิ่งที่อยากเห็นพรรคเพื่อไทยและรัฐบาลของท่านนายกฯยิ่งลักษณ์ทำคือ ทำอย่างไรถึงจะปรับคุณภาพกระทรวงอุตสาหกรรม แรงงาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการศึกษาที่ป้อนคนเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ สถาบัน คุณวุฒิวิชาชีพ ที่กระทรวงศึกษาตั้งขึ้นมายังไม่เวิร์ค กระทรวงแรงงานก็ยังอีหลักอีเหลื่ออยู่ แย่งกันว่าใครจะดูแลตลาดแรงงาน ใครจะดูแลคุณวุฒิวิชาชีพ กระทรวงศึกษาควรดูแลพื้นฐานและส่งมอบไม้อันนี้ให้กับกระทรวงแรงงาน และกระทรวงแรงงานคงต้องปรับตัวให้เป็นเกรดเอ เพราะนี่คือแนวหน้าของประเทศในการที่จะฝ่าฟันอุปสรรคในอนาคต กระทรวงศึกษาเป็นเกรดเอเฉพาะของบประมาณแผ่นดิน แต่เป็นเกรดซีเรื่องการบริหารจัดการ


มองด้านการศึกษาอย่างไร


คุณยิ่งลักษณ์จะต้องเข้าไปผ่าตัดกระทรวงศึกษาและแรงงาน ผมเสนอว่า 2 อย่างนี้ต้องรวมกันให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ไม่ได้หมายถึงการรวมกระทรวงกัน แต่อาจจะดึงสำนักงานอาชีวศึกษามาร่วมกับส่วนใดส่วนหนึ่งของกระทรวงแรงงาน แล้วก็อาจจะตั้งเป็นทบวงอยู่ภายใต้สำนักนายกฯ เพื่อแก้ปัญหาคุณวุฒิวิชาชีพ ส่วนการศึกษาขั้นพื้นฐานก็ให้กระทรวงศึกษาดูแลไปจนถึง ม.3 มหาวิทยาลัยก็ให้แยกออกไป ให้เป็นมหาวิทยาลัยที่อยู่ในกำกับของรัฐโดยทบวงมหาวิทยาลัย แต่ไม่ใช่แบบเดิม แบบเช้าชามเย็นชามไม่เอา เพราะฉะนั้นต้องมีการลดบทบาทการศึกษาที่เอื้อหนุนโดยภาครัฐถ้าหากว่าเอกชนทำได้ โดยเฉพาะอุดมศึกษา พูดง่ายๆรัฐต้องรีบลดบทบาทตัวเอง เพื่อให้ภาคเอกชนมีบทบาทมากขึ้น


นายกฯยิ่งลักษณ์จะต้องตั้งเป้าการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจควบคู่ไปกับการยกเลิกสิ่งเพี้ยนๆทั้งหลายที่รัฐบาลประชาธิปัตย์ทำไว้ คือการลดการอุดหนุนดีเซลและแอลพีจี แล้วคนจนจะทำอย่างไร ก็ต้องหาวิธีช่วยโดยตรง เช่น ช่วยอุดหนุนเรื่องไฟฟ้า แน่นอนว่าต้องมีปัญหา แต่ก็ดีกว่าให้อุตสาหกรรมมีปัญหา การลดการอุดหนุนอาจทำให้ต้นทุนการทำอุตสาหกรรมสูงขึ้น แต่เราก็ไปลดส่วนอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นการลดการผูกขาดของภาครัฐลง รวมทั้งการลดในส่วนที่เป็นภาษีนิติบุคคลที่อาจสูงเกินไปลง


พร้อมกันนั้นอาจต้องขึ้นภาษีบางอย่าง เช่น ภาษีผู้ปล่อยมลพิษ ภาษีผู้ปล่อยก๊าซเรือนกระจก เพราะฉะนั้นเรื่องการวางรากฐานทางการเงินการคลังจะต้องดำเนินควบคู่ไปกับการวางรากฐานที่จะทำให้ประเทศมีความสามารถในการแข่งขัน เราจะใช้พลังงานสีเขียวได้ไม่เกิน 25% เข้าใจว่า 20% ก็หืดขึ้นคอแล้ว เพราะฉะนั้นอย่าไปหวังอะไร แต่ต้องลดการใช้พลังงานที่ฟุ่มเฟือยของประชาชนลง และกลไกที่ดีที่สุดคือเรื่องของราคา ผมไม่เห็นด้วยที่จะอุดหนุนพร่ำเพรื่อ ถ้าจะช่วยคนจนก็ต้องช่วยอย่างอื่น ช่วยอุตสาหกรรมก็ต้องช่วยอย่างตรงไปตรงมา


นโยบายต่างประเทศทำอย่างไร


เรื่องการค้ากับต่างประเทศซึ่งเราจะเข้าสู่กฎแห่งอาเซียนที่ต้องเปิดเสรีในหลายๆด้าน อันนี้ประเทศไทยเตรียมตัวน้อยมากเพราะมัวแต่แบ่งแยก กระทบกระทั่งเรื่องต่างๆทางการเมือง ผมคิดว่าขณะนี้นายกฯยิ่งลักษณ์จะปรองดองแล้วหันมาดูแลในเรื่องการแข่งขัน การคบกับเพื่อนบ้าน ทำอย่างไรถึงจะเปิดเสรีโดยที่คนไทยไม่เสียเปรียบแต่ได้ประโยชน์ กล่าวคือ การมีสินค้าผ่านแดน โดยอุตสาหกรรมต่างๆจะมีการเคลื่อนย้ายในภูมิภาคอาเซียนทั้งหมด ดังนั้น นายกฯยิ่งลักษณ์ต้องมองว่าทำอย่างไรให้หัวเมืองใหญ่ของไทยเป็นหัวเมืองใหญ่ของภูมิภาค เช่น โคราชเป็นหัวเมืองใหญ่ของภูมิภาคในอุตสาหกรรมรถยนต์และชิ้นส่วนที่เชื่อมโยงกับเวียดนามและภาคใต้ของจีน และทำอย่างไรจึงจะเชื่อมกับเวียดนาม จังหวัดเชียงใหม่ เชียงราย จังหวัดในภาคใต้


สิ่งเหล่านี้นายกฯยิ่งลักษณ์ต้องมองว่าประเทศไทยจะต้องเป็นศูนย์กลางในการค้าการขายของภูมิภาค และเป็นฮับในการส่งสินค้าไปสู่ประเทศตะวันออกกลาง อินเดียที่กำลังรวย จีน ฝั่งตะวันออกคือเกาหลี เราต้องวางภาพทั้งหมดทางการค้าการขายของเราที่จะส่งออกไปทางไซบีเรียเข้าไปสู่ยุโรป รัสเซีย เพราะฉะนั้นมองว่าการจะทำเช่นนี้ได้นายกฯยิ่งลักษณ์ต้องตั้งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศที่เก่ง ไม่ใช่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ที่ชั่งไข่หรือน้ำมันปาล์มเล็กๆน้อยๆ หรือรัฐมนตรีที่ดูแลเรื่องความคิดสร้างสรรค์แต่ไม่สร้างสรรค์เท่าไร หมายถึงที่ทำมายังไม่เวิร์ค ลำดับแรกคิดว่านายกฯยิ่งลักษณ์จะต้องตั้งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศที่เก่ง


หวังอะไรกับรัฐมนตรีใหม่


ขั้นที่ 1 ผมคาดหวังว่ารองนายกฯจะเข้าใจในสิ่งที่ผมพูด ไม่ใช่เรื่องเศรษฐกิจอย่างเดียว แต่รวมถึงเรื่องสังคมและสิ่งแวดล้อมด้วยว่าเราต้องแปลงภัยพิบัติหรือวิกฤตให้เป็นโอกาสในการส่งออกอาหาร เพราะเรานำเข้าพลังงานเยอะมาก เศรษฐกิจในที่นี้ไม่ได้หมายถึงเศรษฐกิจล้วนๆ ต้องหมายถึงเศรษฐกิจว่าด้วยการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเพื่อการแข่งขัน เพื่อการรวมกลุ่มต่างๆ เพราะฉะนั้นคนที่เป็นรองนายกฯ ซึ่งเป็นมือขวาของคุณยิ่งลักษณ์ ต้องเป็นคนเก่งและเข้าใจเรื่องพวกนี้ เข้าใจบริบทของนานาชาติ และเป็นที่ไว้เนื้อเชื่อใจของภูมิภาค ไม่ใช่ไปทะเลาะกับเขา


ผมขอเสนอว่ารองนายกฯท่านใหม่ต้องคุมกระทรวงการต่างประเทศและพาณิชย์ ไม่ใช่กระทรวงการคลัง เพราะประเทศไทยมีพื้นที่ 500,000 กว่าตารางกิโลเมตร แต่ในโลกนี้ทั้งหมดมีอยู่หลายพันล้าน เอาเฉพาะ 10% ก็พอ ถ้ากระทรวงการต่างประเทศทำให้มาเป็นลูกค้าเราได้ ประเทศไทยก็จะไปได้ไกล
ดังนั้น รองนายกฯเศรษฐกิจจึงต้องเป็นคนที่มีวิสัยทัศน์และเก่ง คุมกระทรวงการต่างประเทศได้ สามารถเอาคนในกระทรวงที่มีแต่คนเก่งๆมาใช้งาน อย่าเพิ่งกล่าวหาว่าใช้ทูตไปเป็นพ่อค้า ไม่ใช่ ท่านเพียงแต่หาข้อมูลข่าวสารและสร้างมิตรภาพ จะไปตีกอล์ฟต่อไปก็เชิญแต่คู่มือ ลูกมือของท่านที่อยู่ต่างประเทศทั้งหลาย รองนายกฯคนใหม่จะต้องสามารถเข้าถึงและบัญชาการได้


การเมืองไทยยังมีเรื่องโควตา


เป็นธรรมชาติของบ้านเรา ถ้าจะให้พูดกันใหม่เลยก็ว่ายุทธศาสตร์ของเราเป็นอย่างไร ก็เอายุทธศาสตร์เป็นตัววางก่อน แล้วค่อยวางว่าใครทำอะไร และเดินตามแนวนั้น เพราะฉะนั้นตรงนี้เป็นจุดสำคัญ เป็นจุดเปลี่ยนผันประเทศไทย ผมคิดว่ารองนายกฯจะต้องเป็นซูปรามินิสเตอร์ คือมีอำนาจในการบัญชาการระดับรัฐมนตรีสั่งการ รัฐมนตรีต้องทำในนามนายกฯแต่ไม่ล้วงลูกเข้าไปในกระทรวง ดูที่ภาพรวม แต่ต้องสั่งรัฐมนตรีได้ แต่ก่อนไม่มี มีแต่ไปทะเลาะกับกระทรวงการต่างประเทศ


คุณยิ่งลักษณ์จะนำประเทศไปสู่จุดที่วางไว้


ผมคิดว่าคุณยิ่งลักษณ์คนเดียวไม่พอ เพราะเธอยังอ่อนไหวแม้จะบริหารการเงินมาเป็นหมื่นๆล้าน สิ่งที่ผมพูดเกินกว่าที่คุณยิ่งลักษณ์จะเข้าใจในขณะนี้ แต่คุณยิ่งลักษณ์จะเรียนรู้ทุกวินาที ทุกนาทีด้วยเหตุการณ์จริง และสักพักจะเก่งกว่าทุกคน เพราะถ้ามีรากฐานที่ดี แม้เขามาจากบ้านนอก มาจากคนทำงานจริง เขามีจิตใจที่บริสุทธิ์ผ่องใส เขาไม่เคยมีมลทิน แม้ว่าจะนามสกุลชินวัตร ผมเห็นว่าเป็นเรื่องที่ดี เพราะฉะนั้นเขาต้องนำพาประเทศไทยไปได้ ต้องให้เวลาสักหน่อย ให้เขาเข้าใจในสิ่งที่ไม่เข้าใจ


ไม่เชื่อว่าจะอยู่ถึง 4 ปี


ผมไม่เชื่อว่าจะอยู่ถึง 4 ปี ปัจจัยก็มีทั้งภายในและภายนอก ภายในก็คือการแย่งอำนาจกันในหมู่ของเพื่อไทยที่ไม่ลงตัว ก็ธรรมชาติของการเมือง ตัวนี้จะนำไปสู่การปรับหลายรอบ แต่ถ้าไม่ไปขัดแย้งกับอำนาจก็จะเดินไปเรื่อยๆ โดยทั่วไปการจะเดินไปข้างหน้าและสร้างคุณค่าหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องมีการขัดแย้ง โลกมันขัดแย้งถึงต้องมีการเปลี่ยนแปลง เพราะฉะนั้นการที่บอกว่าไปแบบปรองดอง ไม่มีความขัดแย้ง เป็นไปไม่ได้ แต่ทำอย่างไรให้ขัดแย้งน้อยที่สุด และทำให้เป้าหมายประเทศในการพัฒนาเดินหน้าต่อไปได้


ในทางสัจธรรมประเทศจะเจริญไม่ได้ถ้าปากยังไม่กิน แต่ถ้ามีอาวุธมากเกินไปอำนาจตรงนั้นจะอยู่ไม่ได้ เพราะฉะนั้นคุณยิ่งลักษณ์จะต้องเจอทางตันตรงนั้นแน่ ซึ่งจะต้องเลือกอย่างลำบากและชาญฉลาด อย่างนิ่มนวล ผมยังเชื่อว่าเธอทำได้ ขอให้โชคดี


ที่มา : นิตยสารโลกวันนี้วันสุข ปีที่ 7 ฉบับ 318 วันที่ 9 - 15 กรกฏาคม 2554  พ.ศ. 2554 หน้า 18 คอลัมน์ ฟังจากปาก โดย วัฒนา อ่อนกำปัง
http://redusala.blogspot.com

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น