วันเสาร์ที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2555

ไฟใต้จะดับได้ ต้องอาศัย “พลังมุสลิม” ?!

ไฟใต้จะดับได้ ต้องอาศัย “พลังมุสลิม” ?!!                                                             โดย...สอาด จันทร์ดี

ไฟใต้จะดับได้ต้องอาศัยพลังมุสลิม                ไฟใต้ร้อนฉ่าราวกับจะเป็นสงครามกลางเมือง

                ปัญหาไฟใต้ได้กลายเป็นปัญหาหนักอกของประเทศที่เป็นเสมือนไฟสุมขอน นับวันนับแต่จะร้อนแรงยิ่งขึ้น และสุดท้าย...หากไม่มีผู้ใดดับได้ ไฟใต้ก็จะกลายเป็นไฟ “สงครามแบ่งแยกดินแดน” อันเคยมีตัวอย่างในติมอร์ตะวันออก เมนดานาว และอาเจะห์  ดังที่ทุกท่านทราบดีอยู่แล้ว

                ปัญหาไฟใต้มิได้มีความสลับซับซ้อนอะไรเลย  แต่ที่มันแสนจะลึกลับซับซ้อนก็เพราะรัฐบาลไทยทุกยุคทุกสมัยไม่พูดความจริง  จึงเป็นเหตุให้เรื่องที่น่าจะเข้าใจง่ายได้กลายเป็นปัญหา “อกแตก”  ทำให้เข้าใจยากจนได้กลายเป็นปัญหาที่แก้ไม่ตก ดังที่กำลังเป็นอยู่ในขณะนี้ ?

                ท่านครับ ผมอยากนำเอาปัญหาที่แท้จริงขึ้นมากราบเรียนให้ทราบ ดังนี้

                ปัญหาที่หนึ่ง เกิดมาจากการ “บิดเบือน” อย่างมีเจตจำนง เพื่อหวังผลจะก่อให้เกิดการแบ่งแยกดินแดน  การบิดเบือนนั้นได้ฝืนบิดเบือนติดต่อกันอย่างยาวนาน ข้อที่เอามาบิดเบือนได้แก่การกล่าวหาว่า “พุทธรังแกอิสลาม” แล้วก็พากันโหมการบิดเบือนอย่างเป็นขบวนการการ จนสามารถ “จัดตั้งแนวคิด” ที่ก่อให้เกิดความเข้าใจผิดต่อคนในชาติเดียวกันอย่างกว้างใหญ่ไพศาล คนที่เข้าใจผิดมากที่สุดได้แก่พี่น้องมุสลิมรุ่นใหม่ที่มาทีหลังการบิดเบือนที่เกิดมานานแล้ว  ต่างพากันเข้าใจว่า “พุทธรังแกอิสลาม”

                ด้วยเหตุนี้ จึงมีการต่อต้านพุทธใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้อย่างเป็นกระบวนการ ?

                มิใช่แต่เท่านี้ ยังได้เกิดความเข้าใจผิดที่ซึมลึกไปในหมู่ของมุสลิมทั่วประเทศ  จนสามารถปลุกจิตสำนึกของพี่น้องมุสลิมในประเทศไทยให้เกิดความ “รังเกียจพุทธ” อย่างเป็นกระบวนการ  อันเปรียบได้กับการ “เกลียดชัง-ชนเผ่า ยิว” ที่ฝังรกรากในจิตใต้สำนึกของมุสลิมทั่วโลก จนกลายเป็นความเกลียดฝังเข้าไปในสายเลือด .. เรียกว่าเกลียดจนเข้ากระดูกดำ

                ขณะนี้ จิตของมุสลิมไทยเกลียดชังพุทธแบบฝังรากฝังโคน ?

                แต่ในขณะเดียวกัน  คนพุทธกลับไม่รู้ตัวว่าถูกคนในชาติเดียวกันเกลียดชัง  คนพุทธยังคงวางเฉยต่อปฏิกิริยาทั้งหลายทั้งปวงด้วยความรู้สึกที่อบอุ่น ดังจะเห็นได้ว่าทางฝ่ายราชการได้พยายาม “ปรับยุทธวิธี” ที่จะเข้าหาอิสลามด้วยการเสนอสิ่งตอบแทนต่าง ๆ นานา โดยหวังว่าหัวใจของมุสลิมจะมีความเมตตาต่อชาวพุทธในฐานะเป็นคนไทยร่วมผืนแผ่นดิ เดียวกัน

                ความไม่รู้ตัวของชาวพุทธได้ตั้งอยู่บนขันติอันยิ่งใหญ่  แม้จะถูกฆ่า ถูกเผาบ้าน ถูกถล่มด้วยกระสุนก็ไม่พากัน “ตอบโต้” ดังจะเห็นได้จากกรณีพระถูกฆ่าก็ไม่ว่าอะไร  โรงเรียนถูกเผาก็ไม่ติดใจเอาเรื่อง รวมไปถึงการ “ไล่ฆ่าชาวพุทธ”  อย่างเป็นกระบวนการก็ไม่พากันเจ็บปวด

                สภาวะอย่างนี้แสดงว่าคนพุทธไม่ได้รับรู้ว่าตัวเองถูกเกลียดชังแต่อย่างใด ?

                ท่านผู้อ่านครับ...ผมขอกราบเรียนต่อไปว่า  ปัญหานี้เป็นปัญหาหลักที่เกิดกับคนไทยใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ และกำลังขยายวงกว้างไปตามจังหวัดต่างๆ กล่าวคือที่ไหนก็ตามที่มีครอบครัวของสาสนิกอิสลามเข้าไปตั้งถิ่นฐาน  ก็จะมีการ “จัดตั้งศูนย์ปฏิบัติงาน” อย่างเป็นกระบวนการตามเข้าไป  เช่นมีการวางแผนที่จะเป็นผู้นำในหมู่บ้าน  มีการสร้างมิสยิด  สร้างเครือข่ายที่เป็น “มุสลิมสัมพันธ์”  เพื่อจะทำการเผยแผ่และ “เผยแพร่” ไปยังมวลชนในพื้นที่  โดยมีเป้าหมายเพื่อการขยายอิทธิพลให้เติบใหญ่ภายในเวลาอันไม่นานเกินรอ

                เครื่องมือเผยแพร่ที่สำคัญได้แก่ธนาคารอิสลาม ?

                ตามมาด้วยการแต่งงานในครอบครัวพุทธที่จะต้องโอนสมาชิกใหม่เข้าไปเป็นมุสลิมภายในเวลาที่กำหนด รวมไปถึงการ “การให้ความช่วยเหลือ” ที่มาในรูปแบบความเมตตา ความสงสาร  ทำราวกับว่าในหัวใจมุสลิมมิได้มีสิ่งใดขัดข้อง มิได้มีความ “เกลียดชัง” เจือปนอยู่เลย

                แท้ที่จริง...ในทุกย่างก้าว ยังคงเต็มไปด้วยความเกลียดชังเทียบเท่ากับการเกลียดชังยิว

ยุทธศาสตร์ดับไฟใต้
                ข้อที่แสดงออกถึงความเกลียดชังก็คือการ “ขนพระพุทธรูป” ออกไปจากห้องทำงานตั้งแต่ในระดับผู้ใหญ่บ้าน สูงไปจนถึงกำนัน นายอำเภอ ผู้ว่าราชการจังหวัด และกระทรวง-ทบวงกรมได้เป็นไปอย่างเปิดเผย  โดยอ้างหลักศาสนาเอามาเป็นมาตรฐานกำหนด

                ท่านสุรินทร์ พิศสุวรรณ เป็น รมว. ต่างประเทศก็ขนพระพุทธรูปออกจากห้องทำงาน

                ท่านวันนอร์ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย 
กระทรวงคมนาคม และเป็นประธานรัฐสภาก็ขนพระพุทธรูปออกไปจนหมด  รวมถึงสำนักงานเขตใน กทม. ที่มีพี่น้องอิสลามหลายร้อยครอบครัว ก็จะไม่ตั้งพระพุทธรูปในสำนักงานเขตแห่งนั้น

                อีกสิ่งหนึ่งที่เห็นแล้วแสนจะสะเทือนใจ...นั้นก็คือ  ชาวพุทธ “อยู่อาศัย” ใน 3 จังหวัดไม่ได้

                จะอยู่ได้ต้องเข้าไปสวามิภักดิ์กับโจรก่อการร้ายเต็มร้อย

                ส่วนพวกโจรก่อการร้ายไปอยู่ได้ทุกแห่งในประเทศนี้อย่างอบอุ่นและมั่นคง นี้คือตัวอย่างเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่แสดงให้เห็นถึงความเกลียดชัง มีอิทธิพลต่อชีวิตความเป็นอยู่ที่แตกต่างกัน ฟ้ามาดิน

                ขอกลับไปที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ คือยะลา ปัตตานี  นราธิวาส  เราจะพบว่าได้เกิดการเข่นฆ่ามามาก่อนอย่างยาวนาน  มิใช่เพิ่งจะเกิดในสมัย พ.ต.ท. ดร. ทักษิณ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี คนที่เข่นฆ่าพระ  เข่นฆ่าประชาชน  และต่อสู้กับทหาร  เราจะพบว่า “แม้แต่พี่น้องมุสลิมด้วยกัน” ก็ถูกฆ่าอย่างป่าเถื่อน

                ถามว่าเหตุไร จึงโจรก่อการร้ายจึงฆ่ามุสลิมด้วยกัน ?

                คำตอบก็คือ  “เป็นเพราะมุสลิมคนนั้น –เอาใจออกห่างไปเข้าข้างทหาร...ยังไงเล่า”  ถ้ามุสลิมคนนั้นไม่เอาใจออกห่าง ไม่เข้าข้างคนพุทธ  เขาจะมีความปลอดภัยทุกประการ

                ผมเคยถามปัญหานี้กับพี่น้องมุสลิม  ว่าเหตุไร “มุสลิม” จึงทำอย่างนี้ ?

                ท่านครับ...ผมได้รับคำตอบอันน่าตื่นเต้นมาก  คำตอบนั้นตอบว่า  ปัญหาทั้งหมดมิได้เกิดจากมุสลิมไม่ว่ากรณีใดๆ   หากแต่เกิดจากพวก “มุตตัด” พากันบ้าระห่ำกระทำการบิดเบือนขึ้นมาเอง  โดยอ้างเอาการแบ่งแยกดินแดนขึ้นมาบังหน้า

                อะไรคือพวกมุตตัด ...(ผมถาม) ?

                ท่านผู้นั้นตอบว่า “ มุสลิมคนใดเข่นฆ่าประชาชนผู้ไม่มีความผิด  เช่นฆ่าผู้หญิง เด็กเล็ก นักบวชในศาสนาอื่น เข่นฆ่าคนชราเหล่านี้  เป็นต้น”  คนที่ผู้นั้นจะหลุดจากการเป็นมุสลิม จะกลายเป็นคนไร้ศาสนา แล้วจะถูกเรียกขานว่า “มุตตัด”

                ดังนั้น พวกโจรก่อการร้ายใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้  (ทั้งหมด) ไม่ใช่มุสลิมอีกต่อไป พวกเขาคือ “มุตตัด”  อันจัดได้ว่าเป็นโจรก่อการร้ายที่บ่อนทำลายความมั่นคงของประเทศไทย  ที่กองกำลังรักษาความสงบของชาติจะต้องทำการปราบปรามให้สิ้นซาก

                อ้าว ผมร้องออกมาด้วยความสงสัยว่า  ถ้าเป็นเช่นนี้..เหตุไรเล่า ? สถาบันอิสลามที่สำคัญในแผ่นดิน เช่นสำนักจุฬาราชมนตรี โดยเฉพาะคือท่านจุฬาราชมนตรี และท่านโต๊ะอิหม่ามทั้งหลายจึงเงียบเฉยอยู่  ไม่เห็นว่าท่านเหล่านั้น จะแสดงออกว่า “ไม่เห็นด้วย” กับการกระทำของมุตตัด ?

                หรือว่าท่านเป็นพวกเดียวกัน ?

                ผมได้คำตอบครับ...อันนับว่าเป็นคำตอบที่เป็นหัวใจของเรื่องเลยทีเดียว

                หนึ่ง...เนื่องมาจากการสร้างกระแสความเกลียดชังได้แผ่ขยายไปยังสาสนิกอิสลามอย่างกว้างขวาง ทั้งในและต่างประเทศ  จึงไม่ง่ายเลยที่ผู้หลักผู้ใหญ่ของอิสลามจะเอ่ยปากได้โดยง่าย หากขืนกระทำลงไปก็จะกลายเป็น “เหยื่อ” ของพวกมุตตัดไปทันที

                สอง...พวกมุตตัดได้สร้างสมบารมี “ความเหี้ยมโหด” เอาไว้มากมาย  จนเป็นที่รู้กันทั่วโลกว่าใครทรยศต่อมุตตัดแล้วละก็...คนผู้นั้นวิบัติแน่ เช่นตาย...หายสาบสูญ หรือถูกกล่าวหาว่าเป็นคนไร้ศาสนาเสียเอง อย่างนี้เป็นต้น
พลังมุสลิมดับไฟใต้
                สาม...ท่านเหล่านั้น จึงพากันเงียบ ไม่กล้าแสดงความคิดเห็น

                สี่...ประการสำคัญ  ทางฝ่ายรัฐบาลเองก็ไม่กล้าแตะต้อง  เพราะหลงเข้าใจไปเองว่าการกระทำทั้งหมดที่เกิดขึ้นใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นฝีมือมุสลิม ถ้าปราบปรามรุนแรงก็เกรงจะทำให้เกิดความแตกร้าวในสองพระศาสนา จึงพากันปราบแบบยอมแพ้  ตอนนี้นะ..ฝ่ายรัฐบาลกำลังตกที่นั่งลำบาก รอมร่อจะร้องขอความช่วยเหลือไปที่โอไอซี (สภาโลกอิสลาม)...ถ้าทำอย่างนั้นก็จะเข้าทางปืน

                คือต้องยินยอมให้มุตตักปกครองตนเอง

                ถ้าได้ปกครองตนเองเมื่อใด... ไม่นานก็จะแบ่งแยกดินแดนไปในที่สุด

                ท่านผู้อ่านที่เคารพ...เรื่องราวทั้งหมดที่ผมเขียนมานี้ โปรดอย่าคิดว่าผมแสแสร้งแต่งขึ้น และขออย่าได้โมโหโกรธาให้ผมเลย  เพราะว่าข้อเท็จจริงเช่นนี้ไม่เคยมีใครกล้าหาญนำออกมาเปิดเผย  แม้แต่ทหารหรือพวก “กอ. รมน.” ตัวเบ้ง ๆ ก็ยังงมโข่งอยู่...มิใช่หรือ ?

                ถ้าไม่อยากงมโข่ง...ขอได้โปรดหันหน้าไปหา “พลังมุสลิม” ในประเทศไทยทั้งประเทศ ไปทำความใจเสียใหม่ แก้ไขการบิดเบือนให้สำเร็จ แก้พี่น้อง“มุสลิม” ให้เลิกเกลียดชังพุทธ  เลิกเข้าใจผิดในหลายกรณี อย่าปล่อยให้พวกมุตตัด “บิดเบือน” ต่อไปเลย 

                ผมขอฟันธงว่า คนที่จะดับไฟใต้ได้ น่าจะเป็นพลังของฝ่าย “มุสลิม” เท่านั้น..?

                ต่อไปนี้  ขอให้ท่านลองรับรู้เครือข่ายของ “มุตตัด” เอาไว้ดังนี้



             
                ดังที่กล่าวมา  ปัญหาที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้มิใช่เป็นแค่ปัญหาใหม่ แท้ที่จริงแล้ว ปัญหานี้เกิดมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 ซึ่งค่อยๆสะสมให้เกิดเงื่อนไขอย่างเป็นขั้นเป็นตอน โดยได้มีการ “ปลุกระดม” ในข้อหา “พุทธรังแกอิสลาม”  ทำให้พี่น้องมุสลิมที่ศรัทธาในพระเจ้าอย่างสูงส่งหลงเชื่อคำหลอกลวง พร้อมกับฝ่ายรัฐบาลก็พากันหลงกล (ลวง) ประเภทนี้ไปด้วย สุดท้ายก็ได้ตกเป็นเหยื่อของพวกโจรก่อการร้าย ดังที่กำลงเป็นอยู่ในปัจจุบัน การที่จะดับไฟใต้ให้สำเร็จนั้น  ถ้าไม่เอาความจริงมาพูด  ย่อมไม่มีทางดับสำเร็จดอกครับ

                ประการสำคัญ  สื่อของประเทศไทยไม่ยอมเข้าถึงต้นตอของปัญหา  ไม่มีการเอาความจริงมากะเทาะให้ประชาชนคนไทยทุกชนให้เข้าใจตรงกัน  เรื่องมันถึงได้รุนแรงยากที่จะหาจุดจบ

                ผมจึงขอสรุปว่าผู้ที่จะดับไฟใต้ได้  มีอยู่เพียงกลุ่มเดียว...คือพลังมุสลิม ?! โดยขอให้บอกกับโจรก่อการร้าย “มุตตัด” ให้หยุดการกระทำเสียเถิด ...ขอให้รวบรวมความกล้าต่อสู้กับมุตตัดให้ได้

                แต่ถ้าไม่มีท่านผู้ใดกล้า...ผมเชื่อเกินล้านว่า ภาคใต้ของประเทศนี้ต้องถูกแบ่งแยกแน่ๆ !

                                                                                                                                สอาด จันทร์ดี
                                                                                                                              9 สิงหาคม 2555

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น