วันศุกร์ที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2554

จตุพร พรหมพันธ์ :  ขบวนการล้มเจ้ามีอยู่จริง


http://proxy4plus.appspot.com/u?purl=MTcxPWVsY2l0cmEmqbjgq
LjggLngtLjgnrjgmbjgsrjgh7jgorjgsrjgo7jgPXRhYyZlbGNpdHJh%0AP
WRvbT9waHAueGVkbmkvbW9jLnN3ZW5yZXdvcGRlci53d3cvLzp
wdHRo%0A
ผู้มีอำนาจที่แท้จริงต้องมีความเมตตา  
ถ้าไร้ความเมตตาแล้วประเทศมันเดินหน้าต่อไปไม่ได้


Red Power ได้สัมภาษณ์ นายจตุพร พรหมพันธ์ เพื่อลงตีพิมพ์ในนิตยสาร  
Red Power ฉบับที่ 6 ตั้งแต่เดือนกันยายน แต่เนื่องจาก โรงพิมพ์ ที่รับงาน
การผลิตของ  Red Power ถูกคุกคามจนต้องปิดตัวลง เสียก่อน  จึงทำให้ 
Red Power ไม่สามารถนำมาเผยแพร่ได้ตามกำหนดเวลา 


จตุพร พรหมพันธ์   ได้เปิดเผยถึง มุมมอง และ จุดยืนที่แท้จริงเกี่ยวกับ แนวความคิดการปรองดอง ในฐานะที่เป็น แกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการแห่งชาติ( นปช) ถึงจุดเริ่มต้น  ที่มาที่ไป ของแนวคิด การปรองดอง รวมทั้งแนวทางการขับเคลื่อนต่อไปของคนเสื้อแดง 


Red Power : 

มีความคิดเห็นอย่างไรในแนวทางปรองดอง 5 ข้อ ของพรรคเพื่อไทย


จตุพร พรหมพันธ์ :


ข้อเสนอเกี่ยวกับการปรองดองมาจาก คุณ ปลอด ประสพ  สุรัสวดี  และต่อมาพรรคเพื่อไทยได้มีมติรับรองตามข้อเสนอนั้น  เป็นไปตามหลักการว่าสังคมไทยขณะนี้  ไม่มีฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดที่จะก้าวเดินได้โดยฝ่ายเดียว ถ้าไม่มีหลักความยุติธรรมที่จะทำให้เกิดความเท่าเทียมทางกฎหมาย  นั่นก็คือการเจรจาให้ทุกฝ่ายได้ปฏิบัติต่อกันอย่างเสมอภาค  แต่ผลในทางปฏิบัตินั้น  จะเห็นได้อย่างชัดเจนว่า  พรรคประชาธิปัตย์ในฐานะแกนนำรัฐบาลมีพฤติกรรมอย่างเดิม  


นั่นก็คือการบิดเบือนการใส่ร้ายป้ายสี การหาผลประโยชน์จากข้อเสนออันนี้  
นั่นก็คือ เริ่มแรกก็ใช้สถาบันพระมหากษัตริย์มาเป็นข้ออ้างว่า  ถ้าจะเริ่มต้นการเจรจาปรองดองนั้น  พรรคเพื่อไทยจะต้องต่อต้านขบวนการล้มเจ้า ให้ พันตำรวจโท ทักษิณฯ  ออกมาปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์  ซึ่งเป็นวิธีการที่เลวร้ายที่สุด  


เพราะข้อเท็จจริงนั้นคนที่ทำลายสถาบันก็คือคนที่แอบอ้างสถาบัน  แล้วมาสังหารประชาชนที่ออกมาเรียกร้องประชาธิปไตย  โดยบอกว่าผู้ชุมนุมคนเสื้อแดงเป็นผู้ก่อการร้ายล้มสถาบัน  มีอาวุธร้ายแรงเพราะฉะนั้นทหารที่ถูกรัฐบาลนี้หลอกมาด้วยความเข้าใจผิด  ก็ฆ่าประชาชนอย่างบ้าคลั่ง  ยิงประชาชนเขาบอกว่ายิงผู้ก่อการร้ายเพื่อปกป้องสถาบัน  


เพราะฉะนั้นการทำลายสถาบันที่แท้จริงก็คือ
การเอาสถาบันมาเป็นข้ออ้างในการฆ่าประชาชน


ก่อนหน้านี้ก็เอาสถาบันมาเป็นข้ออ้างในการทุจริตก็คือ โครงการชุมชนพอเพียง  นอกจากนี้ในความล้มเหลวทุกเรื่อง วิธีแก้ปัญหาก็คือ การขึ้นป้ายปกป้องสถาบัน  ทั้งที่จริงแล้วคนไทยกับสถาบันนั้นได้อยู่ร่วมกันมาอย่างช้านาน  และคนไทยก็เคารพสถาบัน  


แต่เวลานี้ฝ่ายผู้มีอำนาจกลับใช้สถาบันเพื่อเป็นผลประโยชน์ทางการเมือง  เพราะฉะนั้นถ้าจะมีคำว่าขบวนการล้มเจ้ามีอยู่จริง  ก็คือรัฐบาลนั่นเอง  เพราะไปอธิบายเหตุผลการฆ่าคนเพื่อสถาบันนั่นเอง    


ไม่มีประเทศใดบอกว่าจะต้องฆ่าลูกเพื่อพ่อเพื่อแม่  แต่ว่าประเทศไทยได้นำสิ่งนี้เข้ามา  แล้วเวลานี้ก็ไม่มีความสำนึกรับผิดชอบชั่วดี


ผมยังนึกถึงคำสุภาษิตไทยขึ้นมาคำนึง  ก็คือคำว่า หลอกเจ้า  ก็เห็นได้อย่างชัดเจน  เมื่อทาง กอ.รมน. เองที่ออกไปสำรวจความรู้สึกของประชาชนในพื้นที่ ในภาคอีสาน  ภาคเหนือ  ประชาชนมีความรู้สึกที่ต่อต้านรัฐบาล  มีความรู้สึกเจ็บปวดกับการเข่นฆ่า  และมีทัศนคติที่เป็นอคติกับการใช้กำลังในการปราบปรามประชาชน  และที่สำคัญคือเขาไม่กลัว  และความไม่กลัวอันนี้  อยู่ในหัวใจที่เห็นการเข่นฆ่าอย่างอยุติธรรม  


เพราะฉะนั้นการพูดเรื่องการปรองดองของ ดร.ปลอด ประสพ ไม่ได้อยู่ดี ๆ แล้วท่านจะไปพูด  แต่เกิดจากการพูดคุยจากคนในซีกรัฐบาล  ในซีกขององค์กรพัฒนาเอกชน  ต่างประเทศ  และก็เป็นข้อสรุปดังกล่าว  เพียงแต่ท่านเข้าใจว่าทุกสิ่งทุกอย่างนั้นมันจะมีเจตนาดีระหว่างกัน  เมื่อเขาขอให้ท่านเป็นคนเปิดประเด็นก่อน  ท่านก็เปิดประเด็นเพื่อให้อีกฝ่ายหนึ่งได้ตอบรับ  และเดินเข้าสู่ขบวนการปรองดอง  


แต่ว่าในซีกของรัฐบาลนั้นมีคนที่มีพฤติกรรมแบบสุนัขจิ้งจอก  เจ้าเล่ห์เพทุบาย  เอาสิ่งที่มีน้ำใจไมตรี  การไว้เนื้อเชื่อใจนั้นมาเป็นเครื่องมือทางการเมือง  ซึ่งความจริงแล้ว  ในพรรคเพื่อไทยมีปัญหากันน้อยมาก  ที่รัฐบอกว่าให้พรรคเพื่อไทยไปคุยกันเสียก่อน  ความจริงควรจะบอกให้รัฐบาลไปคุยกันเสียก่อน ไม่ว่าจะเป็นตัวนายก กับนายสุเทพ  เทือกสุบรรณ มรว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร  กับนายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ ซึ่งก็มีทัศนคติที่ไม่เหมือนกัน  ผมเห็นว่าใน ขณะนี้การปรองดองมันจะเริ่มต้นไม่ได้  ถ้าไม่มีความเท่าเทียมในการเจรจา 


ผมใช้คำในการแถลงข่าวทุกครั้งว่า  การปรองดองไม่ใช่ไปขอทานปรองดอง  การปรองดองก็คือความพร้อมใจของทุกฝ่าย  เพราะฉะนั้นการปรองดองจะเป็นการวางกรอบให้เป็นประโยชน์กับฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดไม่ได้  


แต่ควรจะเปิดกว้างและถามว่าทุกวันนี้ประเทศมีปัญหาอะไร  ทุกวันนี้กลุ่มคนเสื้อแดงที่ถูกฆ่าตาย  91 ศพ บาดเจ็บ 2000 ไม่ได้รับการปฏิบัติตามกฎหมาย  ไม่มีชันสูตรพลิกศพ  ซึ่งมีปรมาจารย์เชี่ยวชาญทางกรมประมวลพิจารณากฎหมายความอาญาคือ อาจารย์ คณิต ณ นคร  ซึ่งเป็นคนสอนตำรานี้ว่าก่อนจะเริ่มดำเนินคดีฆ่าคนตาย  มันต้องเอาผลชันสูตรพลิกศพ  และผลชันสูตรพลิกศพนั้น  ก็จะนำพาไปสู่การระบุตัวคนร้าย  และจึงเริ่มดำเนินคดีการฆ่าคนตาย กับผู้ที่ทำให้ผู้นั้นตาย  แต่ปรากฎว่า  DSI ก็ไปยัดเยียดแกนนำ นปช.ว่าฆ่ากันเอง 91 ศพโดยที่ไม่มีการชันสูตรพลิกศพ


อัยการก็เชื่อ DSI เพราะทั้งอัยการและ DSI ก็เป็น ศอฉ. ด้วยกันทั้งคู่  และศาลก็รับพิจารณาทั้งที่กระบวนการผิดมาตั้งแต่ต้น  แล้วก็เห็นได้อย่างชันเจนว่าศาลก็ปฏิบัติอย่างไม่เหมือนกัน  เช่นให้ประกัน คุณ วีระ มุสิกพงศ์  โดยใช้เสียงข้างมากที่ประชุมใหญ่ของศาลอุทธรณ์  


แต่พอคนอื่นนั้นไปให้เสียงข้างน้อยที่ไม่ให้ประกันตัว คุณ วีระ  ไปรับผิดชอบคดี   ไม่ใช้มติที่ประชุมใหญ่เหมือนเดิม  เพราะฉะนั้นศาลเองก็ต้องตอบคำถามประชาชนเองเหมือนกันว่า  คุณมีหลักการอะไร  คดีเดียวกัน  คุณ วีระ มีคดีเดียวกับ ณัฐวุฒิ ไสยเกื้อ  และทุกคน ทำไม คุณ วีระ ใช้ที่ประชุมใหญ่ของศาลอุทธรณ์  และทำไมคนอื่นจึงไม่ได้รับการปฏิบัติเหมือนกับคุณ วีระ มุสิกพงศ์ 


การให้ประกันตัวของศาลเฉพาะบุคคลนี้  และรัฐบาลออกมาแถลง  มันเท่ากับเป็นการตอกลิ่ม  เพราะผมไปที่ไหนมีแต่คนถามว่าทำไมพี่ วีระ ถึงได้รับการประกัน และที่เหลือไม่ได้รับการประกันตัว ทั้งหมดนั้นมันชี้ได้ชัดเลยว่า  อำนาจพิเศษในประเทศนี้มันมีอยู่จริง มีถึงขนาดที่จะไปแทรกแซงได้ทุกขบวนการ  ปฏิบัติกับ คุณ วีระ มุสิกพงศ์ กับเพื่อนเราที่เหลือนั้นแตกต่างกันตอนนี้คนเสื้อแดงก็เป็นปฏิปักษ์กับ คุณ วีระ โดยไม่จำเป็นเลย  แล้วที่เหลือไม่ให้ประกันตัวนั้นประชาชนเขาก็รู้สึกกับสิ่งนี้ 


ความจริงแล้ว เป็นความบกพร่องของกระบวนการยุติธรรมนั่นเอง  ที่เป็นแบบนี้วิพากษ์วิจารณ์ไม่ได้  แต่ขั้นตอนแบบนี้มันผิดปกติ  นี่ไม่นับคดีของพันธมิตรที่กำลังจะโยนไปให้ DSI ซึ่งความจริงแล้วถ้าไม่ทำอะไรคดีก็ต้องส่งไปให้อัยการ อัยการต้องนำตัวไปศาลใช้เวลาสิบสองวัน  เสร็จแล้วศาลจะให้ประกันตัวหรือเปล่า  เพราะโทษเท่ากันกับ ณัฐวุฒิ และคณะ  


เพราะฉะนั้นทั้งประเทศถ้าไม่มีการปรองดอง แล้วเอากฎหมายไปเล่นงานกับปฏิปักษ์มันไปไม่ได้  แต่คดีอาญามันมีอายุความ 20 ปี คุณ อภิสิทธิ์ คุณ สุเทพ หรือใครก็ตาม  ในเวลา 20 ปีที่เหลือ  ปีนี้เป็นของคุณยึดกุมกฎหมายไว้ กฎหมายเอาผิดไม่ถึงคุณ  แต่ยังมีเวลาเหลืออีก 19 ปี  ปีหน้ายังเอาคุณไม่ได้ก็ยังเหลืออีก 18 ปี  เพราะฉะนั้นในเวลา 20 ปีนั้นคุณไม่ได้เป็นนิจนิรันดร์ที่จะเป็นรัฐบาลได้ตลอดไป  ความจริงความตายก็มีอยู่ 91 ศพ  บางศพที่ยังไม่ได้ฌาปนกิจที่เขาไปร้องขอชันสูตรก็ยังมี  2000 ชีวิตก็ยังอยู่ที่เป็นประจักษ์พยาน  


ผมเรียนว่าสถานการณ์แบบนี้ รัฐบาลไปไม่ได้  และเพราะฉะนั้นถ้าจะมีคำว่าขบวนการล้มเจ้ามีอยู่จริงก็คือ รัฐบาลนั่นเอง  เพราะไปอธิบายเหตุผลการฆ่าคนเพื่อสถาบันนั่นเอง ไม่มีประเทศใดบอกว่าจะต้องฆ่าลูกเพื่อพ่อเพื่อแม่


 Red Power  :  


ถ้าจะทำให้เกิดการปรองดองให้ได้จริงๆ  ควรมีเงื่อนไขอะไรบ้าง


จตุพร พรหมพันธ์ :    


คือการปรองดองต้องเริ่มต้นที่ความเท่าเทียมกัน  เวลานี้รัฐบาลเขาไม่มีความรู้สึกว่าคดีฆ่าคนตาย 91 คดี  และคดีพยายามฆ่าอีก 2000 คดี  ยังไม่ถึงตัวเขา  เขาเลยเยอหยิ่งจองหองเพราะตัวเองเป็นผู้คุมคดีความเอาไว้  


ถ้าถามว่าจะเริ่มกระบวนการปรองดองจริง ๆ  คุณก็ต้องถูกดำเนินคดีด้วย  ถ้าจะนิรโทษ  ก็ต้องนิรโทษอย่างเสมอกัน  แต่การนิรโทษจะไม่เป็นการขอจากฝ่ายเรา  คนที่โทษหนักกว่าเราต้องเป็นฝ่ายขอ  และไม่รู้ว่าประชาชนเขาจะมีความรู้สึกอย่างไรนะ  คือคดีฆ่า 91คดี  ต้องถูกดำเนิน 91คดีนะ  ไม่ใช่ 91คดี  รวมเป็นหนึ่งคดี   91 ศพก็คือ 91 คดีฆ่าคนตาย  รวมกระทั่งคดีพยามฆ่าอีกว่า 2000 คดี  


ผมจึงบอกว่าขณะนี้  ดูเหมือนว่าตัวเองไม่เดือดร้อน  ความจริงแล้วในใจจริงเดือดร้อน  เพราะรู้ว่าสถานการณ์จริงๆ   รัฐบาลก็ไม่ได้เป็นนิจนิรันดร์  ก็หมายความว่าในจำนวนที่เหลือ 20 ปี  วันหน้าพรรคเพื่อไทยก็ขึ้นไปเป็นรัฐบาล  ก็เอาคดีฆ่าคนตายมาดำเนินการ  ก็ขังคุณ อภิสิทธิ์ เหมือนขังคุณ ณัฐวุฒิ จึงเตือนไปยังรัฐบาลว่า  ให้คิดวันตัวเองต้องโดนบ้าง 


วันนี้ผมจึงบอกว่า  พวกเราที่ถูกขัง  ก็เป็นความเจ็บปวด  ซึ่งความจริงแล้วเขาไม่ควรถูกขังเลย  เพราะว่าไม่มีเนื้อความข้อหาใดๆ  หรือข้อหาหลักฐานใดๆที่จะเชื่อมโยง  ถึงคนตาย 91 ศพ  เพราะว่าไม่ได้มีการชันสูตรพลิกศพ  


ความจริงแล้ว  DSI ฟ้องศาลโดยมิชอบ  แล้วศาลเองก็รับโดยที่ไม่มีการไต่สวนว่า  ไม่ได้ผ่านกระบวนการชันสูตรได้อย่างไร  คือทั้งหมดมันเหมือนกันว่า ทุกกระบวนการ  มันถูกสั่งแบบเรียบอาวุธ  หรือเป้าหมายต้องการให้เข็ดหลาบ  หรือต้องที่จะเอาถึงชีวิตกันเลย  


แต่เรียนว่าถ้าอีกฝ่ายหนึ่งไม่ถูกดำเนินคดีบ้าง  เพราะความจริงเขาจะต้องถูกดำเนินคดีมากกว่าพวกผมนะ ถ้าถูกตีตรวนเหมือนกัน  มันเท่ากันก็คุยกันได้  แต่เวลานี้อีกฝ่ายที่ฆ่านี่  ไม่ได้ถูกตีตรวน  


แต่ฝ่ายที่ถูกฆ่า  ถูกยัดเยียด ถูกใส่ร้าย  ฝ่ายฆ่าก็เลยลำพอง  จองหองเหิมเกริม  ทั้งที่ความจริงความผิดอยู่ที่ฝ่ายฆ่า


Red Power  : 


การปรองดองของประชาธิปัตย์ มีเงื่อนไขยอมรับกันได้หรือไม่


จตุพร พรหมพันธ์ :             


สิ่งที่พรรคประชาธิปัตย์เสนอมาคือความเห็นแก่ตัวตั้งแต่เริ่มต้น  วาทะกรรมว่าจะปรองดอง ไม่ขอปรองดองกับผู้ก่อการร้าย  และผมก็บอกว่าเราก็ไม่ขอปรองดองกับฆาตกรเช่นกัน  หรือวาทะกรรมว่าการปรองดองไม่เกี่ยวกับคดีความ  เราก็ว่าการปรองดองก็ไม่เกี่ยวกับฆาตกรเช่นกัน  


ผมเชื่อว่าจริง ๆ แล้วนาย อภิสิทธิ์  ก็พอรู้อนาคตตัวเองอยู่เช่นกัน  ในซีกรัฐบาลก็มีปัญหาเพราะความตายที่เกิดขึ้นนั้น  มันจะไปหักล้าง  มันจะไปหลบอย่างไรก็แล้วแต่  วันที่กระบวนการยุติธรรมมันปกติยังไงพวกนี้ก็ต้องโดน  แต่วันนี้พวกนี้ลำพองใจ  และพยายามใช้เหตุผลต่างๆ  มาทำลายความชอบธรรม 


ผมเห็นใจ คุณ ปลอดประสพ    ว่าเป็นลูกผู้ชายและก็คำไหนคำนั้น  แต่เมื่ออีกฝ่ายไม่คำไหนคำนั้น  มันไม่ใช่พรรคเพื่อไทย แต่ว่าในตอนนี้ถ้าพรรคประชาธิปัตย์ยังไม่รู้สึกรู้สา  หรือยังไม่มีความสำนึก  การปรองดองนี้ยาก  พรรคประชาธิปัตย์ อาจจะมีความรู้สึกสำนึกก็ต่อเมื่อพรรคตัวเองถูกยุบ  และคุณ อภิสิทธิ์  คุณ สุเทพ และพวก ถูกดำเนินคดีฆ่าและพยายามฆ่าอีก 2000  คดี  ซึ่งผมรอวันนั้นได้ไม่มีปัญหา 


Red  Power  : 

เงื่อนไขหนึ่งของพรรคประชาธิปัตย์ระบุให้พรรคเพื่อไทยหยุดสนับสนุนกลุ่มคนเสื้อแดง 


จตุพร พรหมพันธ์ :              


ถ้าอย่างนั้น นาย อภิสิทธิ์ จะแย่กว่า นาย ศิริโชค  หรือจะแย่กว่า นายกอร์ปศักดิ์   ที่เอาโครงการชุมชนพอเพียงขึ้นมาเป็นปัญหา  มันเป็นเรื่องความรู้สึกของประชาชน  มันเป็นกิจการภายในของพรรคเพื่อไทยกับคนเสื้อแดง  ที่เขาจะทำอะไรก็ได้  ที่ไม่ขัดกับกฎหมายบ้านเมือง  


ผมเรียนย้ำว่าการที่ต้องการแยกคนเสื้อแดงออกจากพรรคเพื่อไทย  ความจริงก็คือการต้องการทำลาย คนเสื้อแดงและพรรคเพื่อไทยนั่นเอง  ทุกวันนี้ต้องยอมรับว่าคนเสื้อแดงเติบโตขยายกิ่งก้านสาขาไปไกล  แยกไม่ออกกันเลยว่าระหว่างสมาชิกพรรคเพื่อไทยกับคนเสื้อแดงคือใคร และผมก็บอกสมาชิกพรรคเพื่อไทยเองด้วยว่า  อย่าเข้าใจผิดว่าคนเสิ้อแดงจะเป็นของตายกับพรรคเพื่อไทย  ถ้าวันไหนพรรคเพื่อไทยทรยศต่ออุดมการณ์ประชาธิปไตย  ต่อวีรชน 91 ศพ  ต่อ 2000 ชีวิตที่ได้รับบาดเจ็บ  คนเสื้อแดงก็พร้อมจะทิ้งพรรคเพื่อไทยเหมือนกัน 


คนเสื้อแดงกับพรรคเพื่อไทยจะเดินคู่กันไปได้   ก็ต้องมีความซื่อสัตย์ต่อ อุดมการณ์ ระหว่างกัน  นี่เป็นหัวใจใหญ่  พรรคประชาธิปัตย์เลยรู้ว่าการเลือกตั้งครั้งหน้า  จะต้องเจอกำลังของคนเสื้อแดงอย่างมโหฬารในทั่วภูมิภาค  สมัยก่อนผู้แทนต้องเกณฑ์คนมาฟังหาเสียงในเวลานี้ไม่ต้อง  ไปแต่ละที่คนเสื้อแดงเขามากันเอง  และเขาตามพรรคพวกกันมา  นี่เป็นปรากฎการณ์ที่พรรคการเมืองไม่เคยเจอกัน  ทุกวันนี้ประชาชนเขานำหน้านักการเมืองไปแล้ว  คุณไปหาเสียงเลือกตั้งเขามาบริจาคเงิน  ถ้าเป็นสมัยก่อนต้องไปแจกเงินเขา  


เพราะฉะนั้น  นาย อภิสิทธิ์  นาย สุเทพ เอง  ก็เห็นคนเสื้อแดงเป็นกำลังหลักของพรรคเพื่อไทย  เขาก็เลยจะพยายามแยก  ซึ่งจริงๆและมันเป็นสิทธิของคนเสื้อแดง และพรรคเพื่อไทย 


Red Power  :  .


มีอำนาจนอกระบบเข้ามาจัดการเรื่องการปรองดองหรือไม่ 


จตุพร พรหมพันธ์ :     


การรายงานข่าวของ กอ.รมน. ในเรื่องความรู้สึกของประชาชน  จากการที่รัฐบาลชุดนี้ใช้สถาบัน เป็นเครื่องมือในการฆ่าประชาชน  มันสร้างความสะเทือน  ความไหวหวั่นให้กับประชาชน  ประชาชนเขารักสถาบัน  แต่เขามีความเจ็บปวด  ว่ารัฐบาลไปแอบอ้างสิ่งที่เขารักเป็นเหตุผลในการฆ่าพี่น้องเขา  ซึ่งอันนี่ผมว่าสร้างความเสียหายให้กับสถาบันอย่างมโหราฬ  เพราะฉะนั้นคนที่มีสติ  และรับใช้ใกล้ชิดควรจะได้ทราบความจริงอันนี้  และควรกราบบังคมทูลให้ทราบถึงพระเนตรพระกัณฑ์  ว่าไม่มีใครที่จะไปล้มสถาบัน  มีแต่ว่านักการเมืองชั่วเอาสถาบันมาเป็นข้ออ้างในการฆ่าประชาชน 


ลองทบทวนคำว่าปกป้องสถาบันก็เป็นวาทะกรรมของนักการเมือง  เพื่อมาคุ้มกระลาหัวของนักการมือง  และเพื่อผลประโยชน์ของการเลือกตั้ง  ทั้งที่คำไทยโบราณ  ใครที่มาอยู่ในแผ่นดินนี้  ต้องเข้ามาพึ่งพระโพธิสมภาร  แปลว่าสถาบันเป็นที่พึ่ง  นี่คือสถาบันปกป้องประชาชน  ไม่ใช่นักการเมืองปกป้องสถาบัน  แต่นักการเมืองพลิกเลย  บอกให้ประชาชนปกป้องสถาบัน  ซึ่งมันสวนทางกับในโลกความเป็นจริงเพราะคนต่างด้าวเท้าต่างแดนมาเมืองไทย  ก็เข้ามาพึ่งพระโพธิสมภาร  พระมหากษัตริย์ทรงเป็นที่พึ่งของประชาชน  แต่นักการเมืองเอาสถาบันมาใช้ประโยชน์ก็พลิกวาทะกรรมใหม่  ว่าจะต้องปกป้องสถาบัน  จริงๆแล้วสถาบันปกป้องประชาชนและสร้างความร่มเย็นให้กับประเทศชาติมาช้านานแล้ว 


Red Power  :  


แนวทางที่จะสู้ต่อไปของ เพื่อจะให้  แกนนำ น.ป.ช. หลุดพ้นข้อกล่าวหา  หลุดจากกรงขังได้


จตุพร พรหมพันธ์ :             


ขณะนี้ผมไม่เชื่อว่าในกระบวนการยุติธรรมของประเทศนี้มี  กระบวนการยุติธรรมอยู่จริง  ทุกอย่างเห็นได้ชัดว่าเป็นยุติธง  คือเอาธงมายุติไม่ได้เอาตามกฎหมายเลย  หลักนิติรัฐ  นิติธรรม  ได้ละเลยกับเพื่อนเรา  ที่อยู่ในเรือนจำพิเศษ  และเรือนจำอีกหลายจังหวัดเช่น  อุดร  อุบล  ขอนแก่น  เชียงใหม่  เชียงราย  และอีกหลายแห่ง 


ถ้าจะถามว่าจะหลุดมาได้อย่างไร  ก็ต้องบอกว่าผู้มีอำนาจที่แท้จริงต้องมีความเมตตา  ถ้าไร้ความเมตตาแล้วประเทศมันเดินหน้าต่อไปไม่ได้  และขณะเดียวกันนี่  ข้างนอก  การที่คนเสื้อแดงอยู่กันเงียบๆ  แล้วเขาจะมีความเมตตาปล่อยตัวเพื่อนเรา  ความตื่นตัวอยู่เสมอ  การจัดกิจกรรมอยู่เสมอ  เพื่อไม่ให้เพื่อนเราถูกขังลืมอยู่ในเรือนจำนะครับ  


กิจกรรมเล็กๆที่ผมชวน เอาดอกไม้ไปวางที่เรือนจำ  แล้วผมก็จะนัด อาจารย์ คณิต ณ.นคร  เพื่อให้ไปพบกับท่านวัตร  การขังพวกผมเป็นการขังที่มิชอบ  ในฐานะที่ท่านเป็นกรรมการตรวจสอบเป็นอาจารย์สอนเรื่องวิธีพิจารณาความอาญา  ท่านควรที่จะทำความเป็นธรรมให้กับพวกเรา 


ขณะนี้บางคนอาจจะมีความรู้สึกว่า  การยอมจำนนจะได้รับความเมตตา  คือผมไม่เชื่อ  และผมไม่เชื่อว่าหากคนเสื้อแดงอยู่นิ่งเฉยแล้วเพื่อนเราที่ถูกคุมขังจะได้รับการปล่อยตัว  และผมบอกเสมอว่า  เพื่อนผมลำบาก  แต่คนที่ลำบากกว่าผมคือพี่น้องครอบครัวผู้เสียชีวิต  ผมก็บอกเสมอว่าเวลาต่อสู้เราก็เหนื่อยยาก  เวลาเหนื่อยผมก็จะมองเพื่อนที่อยู่ในเรือนจำ   เพื่อนที่อยู่ในเรือนจำก็ดูครอบครัวเพื่อนที่ตายที่บาดเจ็บ  ให้อยู่กันด้วยความรู้สึกอย่างนี้กันเหอะ  เงื่อนไขการประกันตัวอยู่ที่ผู้มีอำนาจอย่างแท้จริง  ผู้กำหนดธงนี้ควรจะมีความเมตตา  ถ้าไม่มีความเมตตานี้กฎแห่งกรรมก็จะกลับไปสู่ผู้ที่กำหนดเกมนี้เอง 


ผมก็เชื่อว่าแรงใจจากพี่น้องประชาชน    ยิ่งมีมากเท่าไหร่คุกก็จะแตกพังทลายมากขึ้นเท่านั้น  ตอนนี้เป็นช่วงที่เราจะต้องเยียวยา  ทั้งข้างในข้างนอกไม่มีใครดีกว่ากัน  ณัฐวุฒิก็บอกว่าพี่ตู่ระวังหัว  เราก็บอกณัฐวุฒิกับพรรคพวกที่อยู่ข้างในก็ระวังตัว  ก็ยืนบนเส้นด้ายกันหมด  แต่ว่าทั้งหมดนั้นจะคิดอ่านอะไร  เราต้องระลึกอยู่เสมอว่าเราจะต้องไม่ทรยศต่อวีรชนที่ตายและบาดเจ็บ 


Red Power  :  


ตอนนี้ น.ป.ช. เยียวยาไปถึงไหนกับคนเจ็บคนตาย


จตุพร พรหมพันธ์ :             


ต้องยอมรับว่าเป็นไปแบบจำกัดจำเขียด  และพรรคเพื่อไทยก็ช่วยด้วยกำลังอันจำกัดจำเขียดเหมือนกัน


Red Power  :  


ประเมินงบที่ใช้ไปแล้วว่าประมาณเท่าไหร่


จตุพร พรหมพันธ์ :             


ผมก็ไม่ทราบยอดเพราะจะมีคนรับผิดชอบเรื่องนี้ปกติก็ไม่ได้เข้าไปดู แต่ที่พรรคเขาดูแลอยู่แล้ว  แต่ตั้งแต่ที่ถูกล้อมเราก็แทบไม่เหลืออะไร  แต่ตอนนี้พรรคก็ยังดูแลอยู่  แต่ก็จำกัดจำเขียด  แต่เมื่อพรรคเพื่อไทยได้เป็นรัฐบาล  ทุกครอบครัวจะต้องได้รับการดูแลอย่างเต็มที่ทั้งครอบครัวคนที่ตาย และบาดเจ็บ  การยกย่องเกียรติยศ การสร้างอนุสาวรีย์วีรชน  10 เมษา ถึง 19 พฤษภา จะต้องเกิดขึ้น คือผมมีบทเรียนจากญาติวีรชน  พฤษภา 35 ถูกล้อมปราบ และก็ถูกไล่ล่าไล่ฆ่า  


ผมได้คุยกับในพรรคพอสมควรว่า  ชีวิตหนึ่งชีวิตเราจะได้ดูชีวิตเขาทั้งชีวิตได้อย่างไร และคนที่ได้รับบาดเจ็บเราจะดูชีวิตเขาอย่างไร  และลูกเมียเขาจะยืนด้วยชีวิตอันมีเกียรติได้อย่างไร  ตอนนี้เราก็พยายามก่อกองทรายเล็กๆ  พูดง่ายๆว่าการจัดคอนเสิร์ต ก็เป็นการลงทุนปากเปล่า  ก็เอามารวมๆ  กะว่าจะได้ซักกองหนึ่งซึ่งกำลังกองเล็กๆอยู่  ถ้ากองมันมากก็มานั่งว่ากัน  เพื่อที่จะได้ช่วยกันเป็นสาระบบมากยิ่งขึ้น  แต่ตอนนี้ยังไม่มาก


Red Power  :  


เรื่องการไล่ล่าสังหารคนเสื้อแดงมีความเห็นอย่างไร


จตุพร   พรหมพันธ์ :             


การล่าสังหารมีอยู่จริง  เช่นในกรณี อ้วน บัวใหญ่ ที่โคราช หรือแม้กระทั้ง กฤษฎา กล้าหาญ  ที่เชียงใหม่ชี้ได้อย่างชัดเจนว่า  ทางฝ่ายรัฐได้จัดชุดล่าสังหารขึ้น  ถามว่าทำไมเขาต้องทำอย่างนี้  เพราะเขาต้องการปรามแกนนำในพื้นที่  ยิงให้เห็น  และเขาเลือกการ์ดเพราะว่า เขาไปปลุกกันว่าพวกนี้เป็นกองกำลังติดอาวุธ  เป็นชายชุดดำมันป็นจินตนาการของคนพวกนี้  ที่ใช้อธิบายความหลังจากฆ่าคนตายกันไปแล้ว  ความจริงมันออกใบมรณะบัตร 500 คน    ล่วงหน้าแล้ว  แต่มันฆ่าได้แค่ 91 แค่นั้นเอง  ความจริงก็เป็นร้อยถ้ารวมผู้สูญหายด้วย  


เพราะฉะนั้นการจัดชุดไล่ล่ามีอยู่จริง  การโยกย้ายกำลังตำรวจก็เห็นได้อย่างชัดเจน  แล้วเป็นอย่างนี้มันจะปรองดองกันได้อย่างไร  อ้วน บัวใหญ่ มีอายุ 23 ปี กฤษฎา อายุ 21 ปี ซึ่งเขาน่าจะชีวิตอยู่ในประเทศนี้เป็นกำลังให้กับประเทศชาติ   ก็มาเอาเขาไป และผมก็ไม่เชื่อว่า  กฤษฎา กล้าหาญ นี่จะเป็นรายสุดท้าย  ตราบใดที่รัฐบาลยังไม่หยุด  การตายก็จะยิ่งมีมากยิ่งขึ้น  พอมีข่าวจะลอบสังหารรัฐบาลที  ก็ฆ่าพวกผมที  เห็นข่าวเขาว่าจะฆ่า เนวิน สุเทพ อภิสิทธิ์ และคนอื่นๆ สุดท้ายใครเป็นคนตาย  การ์ด นปช.ตายทั้งนั้น


Red Power  :  


คนเสื้อแดงสอบถามกันมากอีกนานเท่าไรที่เสื้อแดงจะได้ประชาธิปไตยที่แท้จริง


 จตุพร   พรหมพันธ์:             


ผมว่าเรื่องเวลาเมื่อไรนั้น มันตอบไม่ได้  ตอบได้แต่ว่า เวลานั้น ประชาชนรอได้เสมอ เพียงแต่ว่าต้องอดทนและมีสติอย่าไปท้อแท้กับมัน  และผมเชื่อว่าสุดท้าย  ประชาชนต้องเป็นฝ่ายชนะ  ขอบอกกับพี่น้องประชาชนว่า  อย่ากำหนดว่าเราจะต้องชนะเมื่อไหร่  ผมเชื่อว่าเราสู้อย่างไม่หยุดวันหนึ่งชัยชนะก็จะเป็นของเรา  แต่ถ้าเราท้อแท้ยอมจำนนเมื่อไหร่  เราก็จะไม่เห็นชัยชนะเลย  ขอให้เรามุ่งมั่นและยึดหลักในแนวทางอันนี้ต่อไป  ชัยชนะอยู่แค่เอื้อมไม่ไกลเกินฝัน  และคิดว่าในชาตินี้ต้องเห็นชัยชนะแน่นอน








จตุพร พรหมพันธุ์     ชื่อเล่น “ตู่”      
สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ระบบสัดส่วน พรรคเพื่อไทย 
แกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) 


เกิดเมื่อวันที่ 5 ตุลาคม พ.ศ. 2508 
ที่อำเภอบ้านนาสาร จังหวัดสุราษฎร์ธานี 
เป็นบุตรคนสุดท้องของนายชวน พรหมพันธุ์ กับนางน่วม บัวแก้ว 
เป็นน้องชายต่างมารดากับ พระเทพดิลก (ระแบบ ฐิตญาโณ) 
ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดบวรนิเวศวิหาร 


จบการศึกษาจากโรงเรียนวัดบวรนิเวศ เลขประจำตัว 15920 
โดยเข้าเรียน ม 1/8 , ม 2/8 และจบ ม 3/6 (อยู่ลำดับที่ 9 ของห้อง) 


แต่ถ้านายจตุพร เรียนต่อ ม.ปลาย ที่โรงเรียนวัดบวรนิเวศ ก็จะเทียบเป็นรุ่นที่ 90 ทำให้บวรนิเวศรุ่น 90 มีเพื่อนร่วมรุ่นระดับนายทหารยศพันเอก นักดนตรีสากล และดนตรีไทย ระดับประเทศ และนักการเมืองระดับประเทศหลายคน และจบการศึกษาระดับปริญญาตรีจากคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง 


แจ้งเกิดทางการเมืองจากการเป็นผู้นำนักศึกษาช่วงเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ พ.ศ. 2535 เมื่อเกิดการปราบปรามผู้ชุมนุมที่ ถ.ราชดำเนิน และผู้ชุมนุมย้ายไปปักหลักที่รามคำแหง โดยมีจตุพรขึ้นเวทีปราศรัยด้วย โดยร่วมกับเพื่อน ๆ นักศึกษาอีกหลายคน เช่น อุสมาน ลูกหยี, วัชระ เพชรทอง


เข้าสู่วงการเมืองครั้งแรกด้วยการสังกัดพรรคพลังธรรมในช่วงที่มีนายไชยวัฒน์ สินสุวงศ์ เป็นหัวหน้าพรรค ต่อมาเริ่มใกล้ชิดกับนายภูมิธรรม เวชยชัย รองประธานมูลนิธิอาสาสมัครเพื่อสังคม (มอส.) ในขณะนั้น ซึ่งต่อมาทำให้ได้มีส่วนร่วมในการก่อตั้งพรรคไทยรักไทย มาตั้งแต่นั้น


ด้วยสำนวนฝีปากและน้ำเสียงที่หนักแน่น เข้มข้น นายจตุพร  ได้รับมอบหมายเป็นอดีตโฆษกพรรคไทยรักไทยและอดีต ส.ส. ระบบบัญชีรายชื่อของพรรค ปัจจุบัน ทำหน้าที่เดินสายปราศรัยหาเสียงให้กับพรรคเพื่อไทย


ต่อมาเข้าร่วมเป็น 1 ใน 8 แกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการ (นปก.) ที่เคลื่อนไหวต่อต้านคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ ต่อมาได้เข้าสังกัดกับพรรคพลังประชาชนพร้อมกับลงรับสมัคร ส.ส. ในระบบสัดส่วนลำดับที่ 4 ของโซน 6 ที่ประกอบด้วยพื้นที่กรุงเทพมหานคร นนทบุรี และสมุทรปราการ และได้รับเลือก
หลังการยุบพรรคและเปลี่ยนขั้วรัฐบาล 


นายจตุพรได้นำหน้าที่ฝ่ายค้านในสภา และเป็นหนึ่งในผู้อภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล และเมื่อ นปช. ชุมนุมใหญ่ขับไล่รัฐบาล นายจตุพร ได้ร่วมขึ้นปราศรัยในฐานะแกนนำ ภายหลังเหตุการณ์สลายการชุมนุมเมื่อเมษายน พ.ศ. 2552 นายจตุพรถูกออกหมายจับพร้อมกับแกนนำคนอื่น ๆ ในวันที่ 14 เมษายน 2552


ในเหตุการณ์กระชับวงล้อมในวันที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2553 นายจตุพร ก็เข้าร่วมด้วยอีกเช่นเคย และถูกออกหมายจับเมื่อการชุมนุมสิ้นสุดลง แต่ทว่าได้ใช้สถานะการเป็น ส.ส.ประกันตัวไปได้  




Red Power ฉบับที่ 6

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น