วันพฤหัสบดีที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2554




ตุ๊กตาตอแหล!!!



วาทตะวัน สุพรรณเภษัช

        มนั่งดูเคเบิลทีวี เขาถ่ายทอดสดการแจกรางวัลตุ๊กตาทองครั้งที่ 83 ของฮอลลี่วู้ด และไม่รู้สึกแปลกใจที่ คริสเตียน เบล  (Christian Bale) ที่รับบทนักมวยชื่อ ดิกกี้ เอ็คลันด์ (Dicky Eklund) จากภาพยนตร์เรื่อง The Fighter ได้รับรางวัลออสการ์ตัวประกอบฝ่ายชาย พร้อมกับ เมลิสซา ลีโอ (Malisa Leo) ได้รับรางวัลตัวประกอบฝ่ายหญิง ในเรื่องเดียวกัน เธอเล่นเป็นแม่นักมวย
        ทั้งสองคนเล่นหนังเรื่องนี้ ได้ดีจริงๆ!
content/picdata/284/data/photo1.jpg

        ภาพยนตร์เรื่องดังกล่าว เนื้อหาเป็นเรื่องของความรักของครอบครัวนักมวยต่างพ่อชาวไอริชสองคนพี่น้อง ซึ่งมีแม่คนเดียวกันเป็นผู้จัดการ
        ดิกกี้พี่ชายต่างมารดา เคยเป็นนักมวยชั้นนำ ถึงขั้นชิงแชมป์โลกมาแล้ว และที่สำคัญเขาเคยคว่ำนักมวย อย่าง ชูการ์ เรย์ เลียวนาร์ด ซึ่งเป็นตำนานแห่งวงการมวยมาแล้วด้วย แต่ดิกกี้ซึ่งเลิกมวยก็ผันตัวมาเป็นเทรนเนอร์ของน้องชาย กลับทำตัวเหลวไหลติดยาจนต้องโทษ
        เมื่อออกจากคุกมาแล้ว ดิ้กกี้ลับตัวกลับใจมาเป็นเทรนเนอร์ให้น้องชายต่างมารดา มิคกี้ วอร์ด (มาร์ก วอห์ลเบิร์ก) ซึ่งมีสถิติการชกลุ่มๆดอนๆมาก่อน จนสามารถไต่เต้าขึ้นมาเป็นแชมป์โลกได้อย่างน่าอัศจรรย์

        คนรักมวยอย่างผม ดูหนังเรื่องนี้แล้ว ทำให้ย้อนไปคิดถึงนักชกอีกคนหนึ่ง ที่ยิ่งใหญ่มาก ทั้งเรื่องการชกมวย ความประพฤติ ความซื่อสัตย์ ซึ่งเป็นตัวอย่างที่ดีไม่ใช่เฉพาะนักมวยด้วยกันเท่านั้น หากยังเป็นตัวอย่างสำหรับ  “คนดี” ของโลกด้วย
        วันนี้จะฉายหนังชีวประวัติ ของนักมวยคนที่ว่า ให้ท่านได้ดูกันทางคอลัมน์นี้
        หนังเรื่องที่ผมพูดถึง ชื่อ “ซินเดอเรลล่า แมน” (Cinderella Man) เป็นเรื่องราวการต่อสู้ของนักมวยผู้ยิ่งใหญ่ ชื่อ เจมส์ วอลเธอร์ แบรดด็อค (James Walter Braddock หรือ James ‘Jim’ Braddock ผู้ชายฝรั่งที่ชื่อ‘เจมส์’ ชื่อเล่นคือ ‘จิม’ ) ชีวิตของนักมวยผู้ยิ่งใหญ่คนนี้ เป็นเรื่องที่น่าศึกษาในหลายมิติ เลยทีเดียว

        เจมส์ เจ. แบรดด็อค เป็นชาวไอริช ซึ่งอเมริกันชนยุคก่อนเก่า ไม่ค่อยชื่นชอบคน “ไอริช” เท่าไหร่นัก เพราะตอนผู้คนเชื้อชาตินี้อพยพเข้ามาในสหรัฐ ได้หนีสงครามศาสนาและทุพภิกขภัย ความอดอยากยากเข็ญในประเทศของตน เข้ามาในดินแดนแห่งเสรีภาพ เพื่อหาชีวิตที่ดีกว่า คนอเมริกันชั้นสูง มักดูถูกว่าชาวไอริชเป็นคนชั้นต่ำที่สกปรก เพราะส่วนใหญ่ทำงานเป็นกรรมกรผู้ใช้แรงงาน และมีนิสัยชอบดื่มจัด เป็นพวกขี้เหล้าเมายา
        ถึงอย่างนั้น อเมริกันเชื้อสายไอริชก็ยังมีผู้ที่สามารถฝ่าฟันขึ้นมา จนได้เป็นถึงประธานาธิบดี ของประเทศยักษ์ใหญ่แห่งนี้ และมีชื่อเสียงก้องโลก ผู้คนชื่นชมยกย่องไปทั่ว อย่าง จอห์น ฟิตเจอรัล เคนเนดี หรือ โรนัลด์ เรแกน ซึ่งถือว่า เป็นประธานาธิบดีระดับแนวหน้าของสหรัฐ ที่มากด้วยความสามารถ และประชาชนให้ความรักนับถืออย่างมาก

        ท่ามกลางยุคสมัยเศรษฐกิจตกต่ำ (ปี 1929) หลังสงครามโลกครั้งที่ 1 ชายชื่อ เจมส์ เจ. แบรดด็อค พ่อลูกสามที่เป็นนักมวยเก่า เก่งขนาดเคยขึ้นชกชิงแชมป์โลกรุ่นไลท์เฮฟวี่เวท กับ ทอมมี่ โลห์แกรน (Tommy Loughran) แต่พ่ายแพ้ไปอย่างน่ากังขาเป็นที่สุด และต้องต่อสู้ชีวิตต่อไปอย่างทรหด เหมือนอเมริกันชนอีกเกือบทั้งประเทศ      
        เมื่อชกมวยต่อไปอีก แบรดด็อคก็ประสพเคราะห์กรรม เพราะข้อมือหัก ทำให้สถิติการชกของเขาลุ่มๆดอนๆ จนต้องเลิกชก และต้องไปเป็นกรรมกรขายแรงงาน โดยเป็น ‘จับกัง’ อยู่ที่ท่าเรือ แบกของหาเลี้ยงเมียและลูกอีก 3 คน ด้วยความยากลำบาก ถึงขนาดเคยไม่มีสตางค์จนกระทั่งต้องไปยืนต่อคิว ขอรับเงินช่วยเหลือจากฝ่ายสงเคราะห์ของทางการ เพื่อนำมาเยียวยาความอดอยากของสมาชิกในครอบครัว      
        เมื่อทนเห็นสภาพลูกเมียหิวโหยไม่ได้ แบรดด็อคจึงตัดสินใจกลับคืนสังเวียน โดยไปอ้อนวอนขอชกหาอีกครั้ง เพื่อหาเงินใช้หนี้ที่มีไม่ถึง 200 เหรียญ และเป็นฝ่ายแบรดด็อค ผู้ซึ่งมีเชิงชกดุดัน ชนิดกัดไม่ปล่อย เหมือนหมาอังกฤษพันธ์หน้าย่น จนได้ฉายาก่อนหน้านี้ว่าเป็น The Bull Dog สามารถคว้าชัยชนะได้อย่างพลิกความคาดหมาย แต่เมื่อเอาเงินใช้หนี้แล้ว เจ้าตัวเหลือเงินติดกระเป๋าอยู่เพียง 5 ดอลลาร์เท่านั้น

        เพื่อนที่เคยเป็นผู้จัดการ ชวนกลับมาชกอีกครั้งกับนักมวยดาวรุ่ง แม้ภริยาจะคัดค้าน แต่ไม่สามารถล้มเลิกความตั้งใจ ของชายผู้ไม่สามารถเห็นลูกเมียอดตาย ต่อหน้าต่อตาได้      
        เขาขึ้นลุยสังเวียนต่อไปอีก และคว่ำนักมวยดาวรุ่งด่านแรกได้ และสามารถเอาชนะรวด ติดต่อกันอีกหลายไฟท์ จนกระทั่งมีโปรโมเตอร์ให้โอกาสขึ้นชกชิงตำแหน่งกับ แม๊กซ แบร์ (Max Baer) แชมเปี้ยนรุ่นเฮฟวี่เวทของโลก ที่หมัดหนักมหากาฬประเภท “ชกคนตาย ชกควายสลบ”และเคยต่อยกระหน่ำคู่ต่อสู้ ตายคาสังเวียนมาแล้วถึง 2 ศพ      
        ช่างน่าเกรงขาม...เป็นอย่างยิ่ง!

        การชกชิงแชมป์ครั้งนี้ ขนาดโปรโมเตอร์ผู้จัดเอง ยังเห็นว่าเจมส์ เจ. แบรดด็อค อายุมากแล้ว อาจต้องตกเป็นเหยื่อกำปั้นของนักมวยเพชฌฆาตอย่าง แมกซ์ แบร์ จนถึงแก่ความตายเป็นแน่แท้ และนั่นหมายความว่า
        ตัวโปรโมเตอร์ผู้จัดการชก อาจถูกฟ้องเรียกค่าเสียหายได้ จึงบังคับให้นักมวยสูงวัยคนนี้ ทำสัญญาก่อนการชกว่า ทายาทจะต้องไม่เรียกร้องค่าสินไหมทดแทนในการต่อสู้ครั้งนี้ หากตัวแบรดด็อคเอง โดนแมกซ์ แบร์ ชกเอาจนถึงแก่ความตาย      
        ขนาดนั้นเลยทีเดียว!      
        ก่อนการชกครั้งนั้น นักข่าวทั้งหลายให้สมญาเรียกขาน เจมส์ เจ. แบรดด็อค ว่าเป็น“ซินเดอเรลลา แมน” (Cinderella Man) เพราะถือว่า เป็นโชคของนักสู้ชาวไอริชผู้ซึ่งอยู่ในวัยที่ร่วงโรยแล้ว กลับได้ขึ้นชกชิงตำแหน่งอย่างไม่คาดฝัน และจะได้รับเงินจำนวนมากมาย จากการชกครั้งนี้      
        ช่างโชคดีเหมือนนางซิน ในนิทานประรำปะรา ปานฉะนั้น!        แม้ภริยาผู้ห่วงใย จะพยายามห้ามอย่างสุดกำลัง ไม่ให้สามีขึ้นชก เพราะเธอยอมไม่ได้ที่จะเห็นสามีสุดที่รัก ต้องถูกถลุงจนต้องตายคาเวที แต่ก็ห้ามไม่ได้ การชกต้องดำเนินต่อไปตามแผน และความตั้งใจที่มุ่งมั่นของ “เดอะบูลด๊อก” เอง
        มื่อไฟท์สำคัญมาถึง แฟนมวยจำนวนถึง 35,000 คน ซึ่งเป็นจำนวนที่มากมายสำหรับยุคนั้น เนืองแน่นไปในชามอ่างยักษ์ของ City Bowl ใน New York City แบรดด็อคขึ้นเวทีด้วยน้ำหนักที่เบากว่าแบร์มาก เพราะตัวเองไม่ได้เป็นนักมวยเฮฟวี่เวทโดยธรรมชาติ และคราวนี้ต้องเพิ่มน้ำหนักตัว ขึ้นมาชกในรุ่นยักษ์นี้ด้วยความจำเป็น สำหรับราคาต่อรองในวันนั้น...
        แมกซ์ แบร์ เป็นต่อแบรดด๊อก ถึง 10 ต่อ 1!

        นักสู้ไอริชคนนี้ ไม่มีความเกรงกลัวอยู่ในหัวใจ ในตอนประจันหน้ากันกลางเวที เพื่อฟังกติกาจากกรรมการนั้น เห็นได้ชัดเจนว่า เขาเสียเปรียบ เพราะเตี้ยกว่าแบร์กว่าฝ่ามือ และตัวก็เล็กกว่ามาก แต่พอระฆังดังขึ้นเท่านั้น เหตุการณ์ก็กลับเปลี่ยนไป      
        แบรดด๊อกออกจากมุม พุ่งเข้าแลกหมัดกับแบร์อย่างห้าวหาญ ไมมีท่าทีหวาดหวั่นแม้แต่น้อย แม้จะโดนหมัดแรงๆเข้าหลายครั้งหลายหน ก็ไม่ได้ออกอาการพรั่นพรึง กลับทะยานเข้าต่อยแบร์เอาหนักๆเข้าด้วย
        บางครั้ง แบรดด๊อกถึงต้องกระโดดชก เพราะทั้งเตี้ยและสั้นกว่ากันเป็นศอก แต่เขาก็สามารถต่อยเอาแชมป์ร่างยักษ์ถึงเกือบทรุด ซวนเซ จนออกอาการ เจียนอยู่เจียนไปหลายครั้ง และทั้งคู่อัดใส่กันและกัน เหมือนกับโกรธกันมาร้อยสีพันชาติ      
        การชกที่สุดมันส์นี้ ดำเนินไปในอย่างที่ฝรั่งเรียกขากันว่า toe-to-toe fighting คือ ยืนแลกหมัดซดกันอุตลุด ลักษณะ…
        ปลายเท้า...จรดปลายเท้า !      
        ผู้ชมใน City Bowl ต่างมันในอารมณ์ เต็มไปด้วยความรู้สึกตื่นเต้นสุดขีด เพราะนักมวยทั้งคู่เข้าห้ำหั่น สาดกำปั้นเข้าใส่กันอย่างลืมตาย ถึงอกถึงใจพระเดชพระคุณจริงๆ ชนิดหัวใจของผู้ชมแต่ละคน แทบจะกระเด็นออกนอกเสื้อ ต่างตบมือ กระทืบเท้า เป่าปาก ตีปีกกันอย่างสะใจ!!      
        การชกที่ไม่ผิดกันเลยกับการรบ ‘ตะลุมบอน’ ดำเนินมาจนถึงยก 15 เต็ม พอระฆังบอกยกสุดท้ายดังขึ้น บอกการสิ้นสุดลงของการชกไฟท์แสนหฤโหดแล้ว แบรดด๊อกชายผู้ที่เคยยากจนข้นแค้น ขนาดต้องยืนเข้าคิวรับเงินช่วยเหลือมาแล้ว กลับเป็นฝ่ายเข้าป้าย ได้รับการชูมือไป แบบหักปากกาของเซียนนักวิจารณ์ทั้งปวงไปอย่างเหลือเชื่อ      
        ผู้คนในสนามต่างลุกขึ้น และปรบมือด้วยความชื่นชมยิ่ง ที่เรียกกันว่า Standing ovation ซึ่งเป็นการแสดงให้เกียรติอย่างสูง
        จากผู้ชมทั้งสนาม!!!
content/picdata/284/data/photo2.jpg

        ท่านผู้อ่านอาจสงสัยว่า ทำไมผมถึงชอบหนังเรื่องนี้นักหนา อยากจะบอกว่าไม่ใช่เพราะการแสดงที่เก่งกาจของพระเอกระดับตุ๊กตาทอง รัสเซล โครว์ (Russell Crowe) ซึ่งคนที่เขาคัดตัวหรือ casting หาพระเอกได้คล้ายคลึงกับนักชกตัวจริงมาก และนางเอกคนโปรดของผมคือ เรเน เซลเวเกอร์ (Renée Zellweger) ซึ่งเธอแค่ใช้สายตาเล่นหนังเรื่องนี้
        ...ก็เหลือกินแล้ว!      
        ที่ชอบมากก็คือ ผู้สร้างเขาเก็บรายละเอียด เกี่ยวกับความประพฤติของแชมป์โลกเจมส์ แบรดด๊อก ไว้ได้ในแง่มุมที่น่าคิด และใคร่ครวญเก็บเอาไว้เป็นตัวอย่าง เช่น

        1. เมื่อนักข่าวสัมภาษณ์และป้อนคำถามว่า ตอนขึ้นชกคิดถึงอะไรมากที่สุด? แบรดด๊อกตอบว่า “คิดถึงนม” (นม-milk...ต้องเขียนภาษาอังกฤษ เพราะไม่ใช่ ‘นม’ อื่น)
        เหตุที่ตอบซื่อๆอย่างนั้นเพราะว่า ยามยากเขาคิดถึงเงินจากหยาดเหงื่อของการชก ที่ต้องนำไปซื้อนมเลี้ยงลูกอ่อน ที่ยังเล็กอยู่หลายคน ตามหน้าที่ของผู้เป็นพ่อลูกดก

        2. เมื่อตอนยากจนอยู่มาก เขาต้องไปต่อคิวรับเงินสงเคราะห์ และกลับมาชกใหม่ ครั้งแรกเมื่อต่อยกันเสร็จ เอาเงินรางวัลใช้หนี้แล้ว เหลือแค่ 5 เหรียญ
        พอได้เงินจากการชกไฟท์ที่ 2 แบรดด๊อกเอาเงินจำนวนเดียวกัน กับที่เคยได้รับจากการช่วยเหลือจากรัฐ ไปส่งคืนให้กับฝ่ายสงเคราะห์ของทางการ ชนิดที่เจ้าหน้าที่ผู้รับเงินคืนต้องงุนงง เพราะคนที่เคยได้รับเงินช่วยเหลือจากภาครัฐแล้ว ไม่มีใครเขาเอากลับไปคืนกัน        ท่านผู้อ่าน เคยเห็นบ้างไหมครับ ว่า
        เมื่อผู้ที่เคยทุกข์ยากเหล่านั้น ไปประกอบสัมมาชีพได้ เกิดมีเงินมีเงินมีทองขึ้นมา จึงเอาเงินที่เคยได้รับมาจากการสงเคราะห์นั้น ไปคืนหลวง เพื่อให้ทางการนำไปช่วยสังคม หรือผู้ตกทุกข์คนอื่นบ้างหรือไม่?         ในชีวิตผมเกิดมา ยังไม่เคยเห็น หรือแม้แต่แค่ได้ยิน!

        3. พอเกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 และสหรัฐต้องเข้าสงคราม แชมป์โลกคนนี้ไม่รีรอที่จะยื่นใบสมัครเข้ารับราชการทหาร โดยไม่หลีกเลี่ยงว่าตนเป็นแชมป์โลก และเข้าสู่สมรภูมิทำการรบ ในฐานะที่ตนเป็นรั้วของชาติคนหนึ่ง
        ทำหน้าที่รับใช้ชาติ ด้วยความองอาจกล้าหาญ!!
        (ผิดกับไอ้คนหนีทหาร แต่เงี่ยนมาก อยากจะเป็นนายกฯ!!!)

        จมส์ เจ. แบรดด็อค ที่เล่าให้ท่านผู้อ่านฟัง อาจไม่ใช่วีรบุรุษ หรือ รัฐบุรุษ แต่ผมถือว่า
        เขาเป็น ‘บุรุษชาติอาชาไนย’ ผู้ตระหนักถึงหน้าที่ และความรับผิดชอบในฐานะหัวหน้าครอบครัว เป็นนักสู้ที่ยอมทนต่อความเจ็บปวด ต่อสู้ในสังเวียนสุดฤทธิ์ เพื่อหาเงินมาเลี้ยงดูลูกเมียตามภารกิจของคนที่เป็นพ่อ และเป็นพลเมืองที่ดีของชาติ ซึ่งเต็มใจเข้ารับใช้ประเทศด้วยการเป็นทหาร เยี่ยงลูกผู้ชายที่ตระหนักดีถึงหน้าที่แห่งตน ยามเมื่อชาติต้องการ และ...      
        เมื่อตัวเองตกอยู่ในความยากลำบาก ในสภาพที่ไม่มีจะกิน เคยได้รับการสงเคราะห์การเงินจากทางบ้านเมือง ครั้นตัวลืมตาอ้าปาก มีรายได้พอสมควรแล้ว ก็นึกถึงคนยากจนอื่นๆและเอาเงินนั้นไปคืนรัฐ เพื่อทางการจะได้นำเงินจำนวนนั้น ไปช่วยเหลือคนอื่นต่อไป        ช่างงดงาม...อะไรอย่างนั้น!

        ดูแล้วช่างผิดกับพวกที่ชอบแอบอ้าง เป็น ‘วีรบุรุษ’ แต่พอผู้คนเขาปอกเปลือก ปลิ้นไส้ในออกมาดู ก็พบไม่ว่าใช่บุรุษผู้กล้าตัวจริง แต่กลายเป็น ‘ของเก๊’ เลยโดนชาวบ้านเขาด่าส่ง แถมยังถูกหัวร่อเย้ยหยันไล่หลัง อย่างน่าอาย      
        แม้แต่กระทั่งผู้ที่เคยได้รับการยกย่อง จากพลเมืองที่เคยอยู่ใต้การปกครองของตน ว่าเป็น‘รัฐบุรุษ’ อย่างในยุโรปตะวันออกบางประเทศ พอเจ้าตัวตายเข้าเท่านั้น ความไม่ดีของตัวโผล่ออกมายาวเหยียด อนุสาวรีย์ของตัว ก็ยังถูกประชาชนที่โกรธแค้น แห่แหนกันเข้าไปรุมรื้อทำลาย หรือแม้แต่หลุมศพ ชาวบ้านก็บุกรุกเข้าไป เพียงแค่ขอถ่มน้ำลายรดซ้ำเข้าไปอีก      
        ...ถึงขนาดนั้น เลยทีเดียว!               ส่วน ‘รัฐบุรุษ’ ที่ยังไม่ตาย แต่หมดอำนาจลง หรืออยู่ในสถานะที่ประชาชนเขาต้องให้ความเคารพนับถือแล้ว แต่ความประพฤติต่อมาภายหลัง เกิดออกอาการผิดเพี้ยนไป และผู้คนเขาเห็นว่าไม่วางตัวให้เหมาะควร ผู้คนเริ่มส่ายหน้าให้กับความประพฤติเลอะเทอะเลื่อนเปื้อน   
        ดังนั้น แทนที่จะได้รักษาความเคารพนับถือของชาวบ้าน ให้ยืนยงคงกะพันกันต่อไป กลับถูกผู้คนจำนวนไม่น้อย ยกขบวนไปด่าทอเอาถึงหน้าบ้าน รวมทั้งตั้งวงบริภาษในที่สาธารณะ ซ้ำแล้วซ้ำเล่าเข้าไปอีก จนชื่อเสียงที่สู้อุตส่าห์สร้างสม มายาวนานนั้น
        ดูจะล่มสลาย ด้วยฝีปากคนไปเรียบร้อยแล้ว...อย่างนี้ก็มี!

        ไม่น่าเชื่อว่า เรื่องราวของวีรบุรุษและรัฐบุรุษ ที่ผมเล่ามานั้น ช่างตรงข้ามชีวิตของ เจมส์ เจ แบรดด็อค นักมวยธรรมดาๆที่เคยยากจนข้นแค้น แต่ทำมาหากินโดยสุจริต เอาร่างกายเข้าแลกกับความเจ็บปวด ด้วยการชกมวย เพื่อหาเงินเลี้ยงลูกเลี้ยงเมีย ไม่เคยคิดว่าจะเป็นใหญ่เป็นโต แข่งวาสนาบารมีกับใคร แต่ก็ยิ่งใหญ่ขึ้นมา มีชื่อเสียงก้องโลกได้ เพราะ...
        เขาทำหน้าที่พลเมืองที่ดี มีความรับผิดชอบต่อชาติบ้านเมือง และมีศีลธรรมชัดเจน!!        คนอย่างแบรดด๊อก ไม่ตอแหลหลอกลวงชาวบ้าน โดยอ้างความดีงามแต่ปางก่อนของตน มาทำให้ผู้คนเขาหลงใหล แล้วกลับดัน ‘ลาย’ มาออก โผล่เอาตอนชีวิตถึงยามโพล้เพล้ ให้ชาวบ้านเขาด่าเล่น...
        น่าสังเวชจริงๆ!!!

        สำหรับ เจมส์ เจ. แบรดด็อค นั้นตรงกันข้ามเลย เพราะเขาตายตั้งแต่ปี 1974 เมื่อชีวิตหาไม่แล้ว กลับได้รับการยกย่องอย่างสูง โดยได้รับการบรรจุชื่อไว้ในหอเกียรติยศ Hudson County Hall of Fame ในปี 1991 เป็นระยะเวลานานกว่า 27 ปี หลังจากถึงแก่กรรม       
        ใช่แต่แค่นั้นนะครับ
        ในอีก 12 ปีถัดมา คือในปี 2001 นักสู้ผู้ยิ่งใหญ่คนนี้ ยังได้รับการบรรจุชื่อในหอเกียรติคุณ สำหรับนักสู้บนสังเวียนที่ International Boxing Hall of Fame และเมื่อชีวิตของเขาได้รับการสร้างเป็นภาพยนตร์ ชื่อเสียงของคนเล็กๆแต่ยิ่งใหญ่อย่างเขา      
        ดังกระหึ่มโลก ขึ้นมาอีก!        ส่วนคนที่เป็นวีรบุรุษและรัฐบุรุษ ที่เราท่านๆเห็นกันในวันนี้ ยังสงสัยอยู่ว่า
        ในวันข้างหน้า หรือเมื่อตัวเขาตายจากโลกนี้ไปแล้ว จะได้รับการยกย่องอีกต่อไปหรือไม่? เพราะแม้กระทั่งยามที่มีชีวิตอยู่ ชาวบ้านเขายัง ช่วยกันสาปแช่ง ให้ลงนรกไปโดยเร็ว          คงอีกไม่นาน เราคงจะได้เห็นกัน!!

        ท่านผู้อ่าน ที่เคารพครับ        วันนี้ คุยกันถึงเรื่องรางวัล ‘ตุ๊กตาทอง’ แล้วลากยาวมาถึงเรื่องราวของนักมวยผู้ยิ่งใหญ่ อย่าง เจมส์ เจ แบร๊ดด๊อก ที่ได้รับรางวัลและคำยกย่องต่างๆมากมาย ทั้งยามที่ยังมีชีวิตอยู่ และหลังจากที่ตายมาหลายทศวรรษแล้ว โลกยังไม่ลืมเลือนเขา ยังมีการระลึกถึง และยังมอบรางวัลให้อีกด้วย
        สำหรับนายมาร์ค มุกควาย ที่มีตำแหน่งแห่งที่ในการรับผิดชอบบ้านเมือง แต่ผู้คนกำลังเอือมระอารัฐบาลของเขา ซึ่งไร้ประสิทธิภาพในการบริหารราชการแผ่นดิน ทั้งยังทำให้ประชาชนขัดเคือง ในเรื่องราวของการทุจริตคอรัปชั่นแบบ “แดกบ้าน-รับประทานเมือง” กัน อย่างไม่บันยะบันยัง ราวกับว่าจะเอาร่ำเอารวยกัน จนร้อยชั่วโคตร ปานฉะนั้น
        สำหรับตัวของนายมาร์คฯเอง แกก็เคยได้รับรางวัลจากพวกสอพลอหลายรางวัล เช่น รับรางวัล ‘ผู้นำประเทศ’ ที่ตลาดสามชุกที่สุพรรณบุรี เมื่อปีกลาย ซึ่งผู้คนพิศวงงงงวยเป็นอันมาก สอบถามกันอื้ออึงว่า
        “เฮ้ย...รางวัลส้นเกือก...อะไรของแม่งงง วะ!?”        อย่างนี้เป็นต้น

        หากท่านผู้อ่าน จะถามความเห็น จากผู้เขียนว่า
        “คุณวาทตะวัน เห็นควรจะพิจารณารางวัลอะไร ให้นายมาร์ค มุกควาย จึงจะเป็นการเหมาะสม?”
        ผมก็ไม่ลังเล ที่จะตอบ ว่า
        ได้พิจารณารอบคอบแล้ว เห็นว่าผลงาน ‘ตอแหล’ ของ นายมาร์ค มุกควาย ยอดเยี่ยมกระเทียมดองมาก เพราะผู้คนพูดถึงกันอย่างน่าอัศจรรย์ ที่เห็นได้ชัดก็เช่น
        แกถูกมหาจำลองฯออกมาด่าสับ ที่สะพานมัฆวานเมื่อไม่กี่วันมานี้ จนป่นปี้ แหลกลาญแบบเละเทะ ว่า
        “ไม่ฉลาด! ขี้ขลาด!! ตอแหล!!!”        พูดคนเดียวยังไม่พอ อีตามหาห้าขัน ยังนำสมัครพรรคพวกของแก ที่มาชุมนุมกันที่สะพานมัฆวาน ตะโกนประสานเสียง “ไม่ฉลาด! ขี้ขลาด!! ตอแหล!!!” ซ้ำแล้วซ้ำอีก
        ไม่ใช่แต่มหาจำลอง คนเดียวเท่านั้น นะครับ...
        เมื่อสิ้นเดือนที่แล้ว นายมาร์คทำตัวเป็นพระยาน้อย ไปชมตลาดจตุจักร เจอแม้ค้าตะโกนใส่ด้วยวาทะดุเดือดไม่แพ้กันว่า
        “ไอ้ตอแหล! ไอ้ฆาตกร! ไอ้รัฐบาลผีดิบ...ออกไป!!!”         เรียกว่า ทั้งมหาทั้งแม่ค้า ลงความเห็นว่า นายมาร์ค มุกควาย “ตอแหล” เหมือนๆกัน

        รื่องการพูดจาไม่อยู่กับร่องกับรอย ของอีตาคนนี้ ยังมีปรากฏให้เห็นเยอะแยะ หาดูง่ายๆในเว็บ เพียงแต่ท่านลองพิมพ์คำชื่อนายมาร์ค แล้วบวกคำว่า ‘โกหกตอแหล’ เข้าไป แล้วกดปุ่มEnter เท่านั้น
        ...ข้อมูลก็จะปรากฏขึ้นมามากมาย ชนิดดูกันตาลายไปเลย!        แม้แต่คนที่เคยหลงสนับสนุน นายมาร์ค มุกควาย มายาวนานอย่าง สนธิ ลิ้มทองกุล ถึงกับด่าแหลก ลองเข้าไปอ่านดูในผู้จัดการที่เขาพาดหัวว่า         “สนธิ” เช็กบิล “มาร์ค”โกหกสะบั้นตั้งแต่เป็นนายกฯ วันแรก!(http://manager.co.th/Politics/ViewNews.aspx?NewsID=9540000025345)        ถ้านายมาร์คอ่านและดูคลิปแล้ว คงแสบริดสีดวงไปเลย! 
content/picdata/284/data/photo3.jpg
        ด้วยเหตุผลที่ผู้คนต่างๆ พากันลงความเห็น ไปในแนวทางเดียวกันว่า นายมาร์ค มุกควาย นั้น มักจะพูดจาไม่อยู่กับร่องกับรอย เข้าทำนอง “โกหก-ตอแหล” และมีหลักฐานสนับสนุนหนาแน่น ตามที่พวกเขากล่าวอ้างกันแล้ว        ดังนั้น ผมจึงจะมอบรางวัลตุ๊กตา แต่ไม่ใช่ “ตุ๊กตาทอง” อย่างออสการ์เขามอบกัน แต่รางวัลที่ผมจะมอบให้นั้น เขาเรียกกันว่า         “ตุ๊กตาตอแหล!”         ชื่อทางการค้า เขาเรียกกันอย่างนี้จริงๆ เป็นสินค้าขายดีของบ้านด่านเกวียน อ.โชคชัย จังหวัดนครราชสีมา         “ตุ๊กตาตอแหล” ของบ้านด่านเกวียนนั้น เป็นน้ำตาล แต่ผมจะต้องนำมาทาเป็นสีแดง ก่อนส่งมอบให้นายมาร์คฯ ทั้งนี้ เพื่อให้ดูขึงขังและโดดเด่น เป็นทางการมากยิ่งขึ้น         ตุ๊กตาตัวนี้ ผมจะมอบให้นายมาร์ค มุกควาย เอาไว้เป็นเครื่องเตือนใจตนเอง ว่า

        เมื่อได้รับรางวัลจาก ‘วาทตะวัน’ แล้ว เมื่อนายมาร์ค มุกควาย จะพูดจาครั้งใดคราใด ต้องกระทำด้วยความระมัดระวังอย่างยิ่ง เพราะผมลงอาคมของหลัง เอาไว้บนตัวตุ๊กตานี้ด้วย
        หากนายมาร์ค มุกควาย ขืนพูดจาโกหกตอแหล ตามสันดานของตัวเองเมื่อไหร่ ต้องระวังตัวให้จงดี เพราะตุ๊กตาจะเอาหนังสะติ๊ก...
        ยิงกบาลเข้าให้...ไม่รู้ด้วยนะ!!!
........................

ท้ายบท คนไทยได้เห็นภาพการถ่ายทอดโทรทัศน์ งาน จัดรายการ ‘ระดมทุน’ ของพรรคการเมือง ซึ่งมีคนที่เขาได้รับชม แสดงความเห็นว่า น่าจะเรียกชื่องานว่า        ‘ระดมไถ’ ...จะตรงกว่ามาก!         มีแม่บ้านท่านหนึ่ง ซึ่งเธอต้องหน้าดำคร่ำเครียด จากการไปยืนต่อคิวซื้อน้ำมันปาล์ม วิพากษ์วิจารณ์การกินเลี้ยงครั้งนี้ ได้อย่างน่าเอ็นดูว่า
        “ไอ้พวกนี้มัน ‘แดก...เย้ยประชาชน’ นี่หว่า!” 

        นอกจากนั้น อาจมีผู้สงสัยว่า ระหว่างการเลี้ยง ทำไมมีภาพแสดงให้เห็นมีคนยืนอยู่หลายคน โดยไม่ได้นั่งประจำโต๊ะ เหมือนคนอื่นเขา?
เรื่องนี้ก็ได้รับการเฉลย จากคำปราศรัยของ “ประพันธ์ คูณมี” ที่เวทีพันธมิตร สะพานมัฆวาน เมื่อค่ำวันพุธ ที่ 9 มี.ค.2554 ว่า
        คนที่ยืนเหล่านี้ ซึ่งมี สก.บ้าง สข.บ้าง สมาชิกพรรคระดับประธานเขตเลือกตั้งต่างๆ ถึงแม้จะมีตำแหน่งแห่งที่ แต่เป็นผู้ที่ไม่ได้ ‘จ่ายตังค์’ ค่ากิน...         ...เลยไม่มีโต๊ะนั่ง
        ทั้งนี้ อาจเป็นเพราะพวกเขาอาจคิดว่า พรรคคงจะเลี้ยง แต่เมื่อไม่ได้นั่งกินด้วย คนพวกนี้คงรู้สึกว่า พวกตัวเป็นได้แค่สมาชิก ชั้น 2 เท่านั้น เพราะต้อง...
        ยืนดูเขาแดก...น่าสงสารมาก!!!
        (***บทความประจำสัปดาห์ ตอน ตุ๊กตาตอแหล!! ออนไลน์วันเสาร์ ที่ 12 มีนาคม 2554) 
*

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น