วันเสาร์ที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2554

รัก สัน ตูด

พรรครักษ์สันตูด!!!

วาทตะวัน สุพรรณเภษัช
        มื่อราวปลายเดือน มี.ค.2554 หนังสือพิมพ์บางกอกทูเดย์ เขาโปรยพาดหัวข่าวนำ เรียกความสนใจจากผู้คนได้ คือ

        หัวงูหราเย้ยกฎเหล็ก ก.พ.ยุคมาร์ค แฉบิ๊กระดับ 10 หัวงูหรา?


        ยังมีภาพประกอบ ที่แสดงปริศนาธรรมของความเป็น “หัวงู” ได้ชนิดกระชากใจชายวัยรุ่นอย่างผู้เขียน เป็นอันมาก



content/picdata/290/data/photo1.jpg
       
 บางกอกทูเดย์ได้ เปิดเผยรายละเอียด ซึ่งสรุปได้อย่างย่นย่อดังนี้ 

        มีผู้ร้องเรียนเป็นหนังสือ ส่งไปยังวุฒิสมาชิกชื่อ ภารดี จงสุขธนามณี เนื้อหาของการร้องเรียนมีอยู่ว่า


        สตรีผู้ร้องเรียนนั้น จบการศึกษาจากคณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ทำงานเป็นถึงเลขานุการประธานกรรมการบริษัท ซึ่งบริษัทนี้ได้รับมอบหมายไปช่วยการสัมมนาโครงการ “การสร้างภาพลักษณ์ไหมไทยสู่ตลาดโลก” ที่จังหวัดอุบลราชธานี เมื่อวันที่ 14-16 มีนาคม 2554 ซึ่งจัดโดยกรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์


        ปรากฏว่าผู้ร้องเรียนได้ถูกหนึ่งในวิทยากร ที่ทางกรมทรัพย์สินทางปัญญาเชิญมาร่วมบรรยาย ซึ่งเป็นข้าราชการระดับสูง ระดับ 10 กระทำการคุกคามทางเพศ ลวนลามทางวาจาและทำกิริยาไม่เหมาะสม เช่น ถามเรื่องส่วนตัว ละลาบละล้วง ว่ามีสามีหรือมีลูกแล้วหรือยัง บ้านอยู่ที่ไหน และพูดเป็นนัยยะเชิงชู้สาวอยู่ตลอดเวลา อาทิ 


        “ลักยิ้มสวยจัง ขอขโมยไปวันหนึ่งจะได้ไหมจ๊ะ?” 


        สรุปง่ายๆ ก็คือ 


        พฤติกรรมของอีตาคนนี้ คนไทยเรียกขาน หรือจัดอันดับเอาไว้ว่า เป็นพวก “หัวงู” และเมื่อมีอายุแล้ว ก็เรียกว่า 


        “เฒ่าหัวงู”           ผู้ร้องเรียนถือว่า เป็นการล่วงละเมิดหรือคุกคามทางเพศ ของข้าราชการระดับสูง ซึ่งไม่สมควรเป็นอย่างยิ่ง จึงได้มีการร้องเรียนดังกล่าว


        การร้องเรียนครั้งนี้ สิ่งที่ทางราชการโดยเฉพาะกรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ได้รับไปเต็มๆ คือ


        “การสร้างภาพลักษณ์ ‘หัวงูไทย’ สู่ตลาดโลก!!!”



        เรื่องนี้ บังเอิญเกิดผู้ถูกกล่าวโทษ เป็นข้าราชการระดับสูง คงจะต้องมีการสอบสวนทวนความกัน ไปตามระเบียบของทางราชการ แต่ถ้าเรื่องนี้เกิดกับนักการเมือง ชื่อเสียงของเขาคนนั้น ก็จะมัวหมองไปทันที และตกเป็นขี้ปากของชาวบ้าน ซึ่งรู้กันดีว่าคนไทยชอบวิพากษ์วิจารณ์นัก โดยเฉพาะเรื่องคาวๆอย่างนี้
        สำหรับแวดวงการเมือง ก็มีนักการเมืองคนโต ที่โดนเข้าอย่างจัง ที่นำมาเอ่ยตรงนี้ก็คงได้ เขาคือ นายสนั่น เจ้าของฉายา


        นกกระจอกเทศ-หนังกลับ”


        ขานี้โดนเข้าไปเต็มๆ เพราะดันนัดนักข่าวสาว ไปให้สัมภาษณ์แบบเอ็กซคลูซีฟ ที่ห้องหรูบนโรงแรมของพรรคพวกตัวบนถนนรัชดา ที่พวกสื่อเขาลือว่าเป็น...“ห้องเชือด”  


        เจ้าตัวเลย...เสียหายไปแยะ!



        ความจริงแล้ว ‘ตัณหา’ นี้เป็นเรื่องของโลก ไม่ว่าชาติไทยหรือชาติไหน ก็ล้วนแต่มีเรื่องอย่างนี้ คนระดับประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาอย่างนายบิล คลินตัน ก็ไม่วายมีเรื่องอื้อฉาว เพราะไปมีเรื่องกับ น.ส.ลูวินสกี้ เข้า แกก็บอกว่าไม่ได้ประพฤติผิด เพราะไม่ได้สมสู่ หากเป็นแต่ให้เด็กฝึกงานทำเนียบ อย่างอีหนูลูวินสกี้ เธอแค่อมกระเจี๊ยวให้เท่านั้น

        มันก็น่าประหลาดใจนะครับ ที่ผู้ชายจำนวนมาก คิดว่า 


        “การนอกใจ” นั้น หมายถึงต้องมีการ “ร่วมเพศ” กับหญิงอื่นที่ไม่ใช่ภริยาของตน ด้วยการสอดใส่องคชาติ เข้าไปในช่องคลอดของผู้หญิงเท่านั้น แต่ความจริงแล้วไม่ใช่


        การนอกใจนั้น หมายถึง คุณไปมีความสัมพันธ์กับหญิงอื่น ในทางชู้สาว ไม่ว่าจะมีการลูบคลำ สำเร็จความใคร่ด้วยวิธีอื่น ไม่ว่าจะเป็นการให้สตรีที่มีความสัมพันธ์ด้วย แค่ “อมกระเจี๊ยว” หรือ “ชักว่าว” ให้ ก็เรียกว่า เป็น“การนอกใจ” แล้วทั้งนั้น



        เมืองไทยนั้น การประพฤติผิดทางเพศ หรือมีความสัมพันธ์กับหญิงอื่น ที่ไม่ใช่ภริยาของตน ในบางองค์กรอย่างตำรวจนั้น ถือว่าเป็นเรื่องร้ายแรง ต้องถูกไล่ออกจากราชการสถานเดียวเท่านั้น เรื่องลงโทษต่ำกว่า “ไล่ออก” ในความผิดฐานนี้ เป็นไม่มี

        ที่น่ายินดีอีกองค์กรหนึ่ง คือ “ศาล” เพราะเพิ่งมีการไล่ผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ ออกไป 1 ราย เพราะมีความสัมพันธ์กับภริยาผู้อื่น (รายนี้ยังมีข้อหา ‘ทุจริต’ พ่วงด้วย)



        ท่านผู้อ่าน เชื่อไหมครับว่า 

        การประพฤตินอกใจ หรือมีเมียมากกว่า 1 ของบุคคล ที่จะเข้าดำรงตำแหน่งสำคัญของชาติ กลับกลายเป็นที่ยอมรับกันได้ แม้แต่ใน


        วุฒิสภา...ประเทศไทย!


        ที่ผมพูดอย่างนี้ เพราะมีการเลือกคณะกรรมการองค์การอิสระคณะหนึ่ง ผู้สมัครที่เป็นทหารเก่า ยศสูงด้วย ถูกกรรมการ(ซึ่งได้ข้อมูลจากบัตรสนเท่ห์) ถามว่า


        “ท่านมี ‘เมียน้อย’ หรือเปล่า?”


        ผู้สมัครซึ่งเป็นนายทหารใหญ่ ตอบเสียงเบาๆว่า 


        “มีครับ...แต่ภริยาของผมอนุญาต เพราะเธอป่วย มีความสัมพันธ์ทางเพศไม่ได้!”


        ท่านผู้อ่านเชื่อไหมครับว่า บุคคลผู้นี้ได้รับการเลือกให้เป็นคณะกรรมการองค์การอิสระ ได้รับความเห็นชอบจากเสียงส่วนใหญ่ของสมาชิกรัฐสภา จึงเข้าดำรงตำแหน่งสำคัญและมีเกียรติได้


        นี่คือมาตรฐาน...แบบไทยๆ! 


        เรื่องอย่างนี้ บางประเทศที่เขาเคร่งครัดในมาตรฐานจริยธรรม จะไม่มีวันเกิดขึ้นได้อย่างเด็ดขาด เช่น หากเป็นวงการเมืองอเมริกัน นายทหารคนนี้ จะต้องถูกถล่มคาคอก 


        ไม่มีทางหลุดเล็ดลอด ไปดำรงตำแหน่งได้แน่ๆ!!



        นักการเมืองประเทศสาระขันขันนั้น เรื่องมี “เมียน้อย” ก่อนเข้ารับตำแหน่ง ไม่ได้มีการยึดถือว่าเป็นเรื่องสำคัญ เลยมีเรื่องที่ข้าราชการกระทรวงมหาดไทยไม่ลืม คือยุครัฐมนตวยที่ผู้คนในกระทรวง เขาเรียกขานแกลับหลังว่า 

        “นายสะโหนก หัวกระเปาะ!”


        คนนี้ได้รับตำแหน่งเป็นรัฐมนตรีว่าการ แต่หลังจากรับตำแหน่ง กลับไม่ยอมไปมาหาสู่เมียน้อยเหมือนเดิม 


        เธอจึงบุกมา ถึงกระทรวงเลยทีเดียว!


        นักหนังสือพิมพ์รู้ข่าว เมียน้อยบุกกระทรวง จึงไปทำข่าวกันเต็ม ท่านรัฐมนตรีว่าการเองก็ตกใจมาก คงกลัวเมียน้อยแทงเอาไส้แตกไส้แตน จึงไม่ยอมเข้าที่ทำงาน โดยไม่มีใครรู้ว่าไป


        นายสะโหนก แกไปนอนเกากระเปาะ อยู่ที่ไหน!? 


        กระทรวงวุ่นวายไปสองสามวัน เพราะรัฐมนตรีไม่มาปฏิบัติหน้าที่ราชการ ราชการงานเมืองเสียหาย น่าขายหน้าเหลือเกิน แต่ตัวนายสะโหนก กลับทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น 


        ทุเรศมากๆ!!



        พูดถึงเรื่องนักการเมืองไทย ที่ล่วงละเมิดทางเพศนั้น ทำให้ผมนึกถึงคดีที่ถือกันว่าเป็นเรื่อง Sexual Harassment หรือการคุกคามทางเพศที่อื้อฉาวที่สุดของสหรัฐ คือ 

        กรณีประธานาธิบดีจอร์จ บุช เสนอการแต่งตั้งผู้พิพากษาศาลสูงสหรัฐ คือนายแคลเรซ์ โธมัส (Clarence Thomas) ซึ่งยังอยู่ระหว่างการพิจารณา ศาสตราจารย์ แอนิต้า ฮิล (Anita Hill) ซึ่งเป็นศาสตราจารย์ทางกฎหมายผู้ร่วมงานของโธมัสใน มหาวิทยาลัยโอคลาโฮมา (University of Oklahoma) อยู่นานหลายปี ได้ออกมากล่าวหาผู้พิพากษาโธมัส ซึ่งเป็นเพื่อนร่วมงานกัน ก่อนที่ผู้พิพากษาโธมัสจะได้รับการเสนอชื่อเป็นผู้พิพากษาศาลสูงสหรัฐ (มีเพียง 9 ท่านเท่านั้น)



        ข้อกล่าวหามีว่า    
  
        ผู้พิพากษาโธมัสนั้น มีพฤติการณ์ไม่เหมาะสมฐานะตำแหน่งตุลาการศาลสูงสหรัฐ พูดง่ายๆคือแสดงการคุกคามทางเพศกับเธอนั่นเอง ซึ่งได้สร้างความอึดอัดและมีผลกระทบต่อการทำงานของศาสตราจารย์ แอนิต้า ฮิล ผู้นี้ การกระทำมีตั้งแต่การใช้คำพูดแบบสองแง่สองง่าม หรือบางครั้งก็พูดโดยเปิดเผยถึงกิจกรรมทางเพศ หลายครั้งที่ผู้พิพากษาโธมัสชักชวนให้เธอใช้เวลานอกงานกับเขา ซึ่งเป็นการกระทำอันไม่เหมาะสมอย่างยิ่ง สำหรับคนที่จะดำรงตำแหน่งในศาลสูงอันมีเกียรติยิ่ง 


        บังเอิญ ศาสตราจารย์ อนิต้า ฮิล ร้องเรียนช้าไปหลายปี กระนั้นนายแคลเรนซ์ โธมัส เกือบเสียมนุษย์ไปเลย ต้องต่อสู้กับข้อกล่าวหานี้อย่างหนักหน่วง ก่อนที่จะได้รับคะแนนโหวตจากวุฒิสภาสหรัฐด้วยคะแนนเสียง 52 – 48 ได้รับเลือกให้เป็นผู้พิพากษาศาลสูงไป      



content/picdata/290/data/photo2.jpg
        คดีนี้อื้อฉาวแค่ไหน? ท่านผู้อ่านก็ลองดูหน้าปกนิตยสาร Time เอาก็แล้วกัน 
     
        ฉะนั้น เรื่องการคุกคามทางเพศนั้น เป็นเรื่องใหญ่ คนที่อยู่ในตำแหน่งหน้าที่สูง แต่วุฒิภาวะทางอารมณ์ต่ำ อาจเป็นผู้กระทำความผิดเสียเอง จนกลายเป็นข่าวดัง ขนาดขึ้นหนังสือระดับโลกอย่างไทม์แมกกาซีน



        บุคลากรบางอาชีพ ที่มักมีข่าวเรื่องการถูกคุกคามทางเพศ จากบรรดานักการเมือง คือ พนักงานสตรีผู้ให้บริการบนอากาศยานหรือเครื่องบินโดยสาร หรือที่เรียกกันจนคุ้นว่า “แอร์โฮสเตส”

        เราต้องถือว่า บุคคลเหล่านี้กำลังให้บริการกับผู้อื่นตามหน้าที่ของตน นักการเมืองหรือใครก็ตาม ไม่มีสิทธิทะลึ่งทำลามกจกเปรตหรือรังแกพวกเธอ 


        หากใครขืนกระทำ สมควรต้องถูกลงโทษให้หนัก!     



        ความจริงแล้ว ในผู้ให้บริการบนรถโดยสารธรรมดา หรือที่เราเรียกให้เรียบร้อยหน่อยก็คือ“พนักงานเก็บค่าโดยสารผู้หญิง” (การเรียกว่า “กระปี๋” ผมว่ามันฟังไม่ดีเลย) นั้นไม่ค่อยน่าห่วงเท่าไหร่ เพราะนักการเมืองร่ำรวยเกินกว่าจะใช้บริการรถโดยสาร อีกทั้งกระเป๋าผู้หญิงที่เก็บค่าโดยสารนั้น เธอมีกระบอกตั๋วซึ่งทำด้วยทองเหลือง น้ำหนักกำลังพอเหมาะอยู่ในมือ หากขืนดันมาจับหน้าอกหน้าใจหรือจับบั้นท้าย ก็เอากระบอกตั๋วฟาดหน้าแงเปรี้ยงเข้าให้    
  
        เท่านั้นก็จบกัน!



        ดังนั้น ผมคิดว่าหากแอร์โฮสเตส ของสายการบินของคนไทยสายใดก็ตาม ไม่ว่าจะโลว์หรือไฮคอส จะบินระหว่างประเทศหรือภายในก็ตามที ถ้าหากเธอถูกพวกนักการเมือง สายพันธ์เดียวกันกับไอ้นกกระจอกเทศหนังกลับหน้าเต้าหู้ยี้ ที่แก่แล้วยังตัณหากลับ หรือแม้ยังไม่แก่แต่ “หื่นจัด” มาลวนลามแอร์โฮสเตส ตามที่มีข่าวให้ได้ยินกันเสมอ ต้องยุให้นางฟ้าของเรา ต้องช่วยกันเอาเรื่องให้ถึงที่สุด 

        ในฐานะประชาชน พวกเรามีหน้าที่ต้องช่วยกันปกป้องสิทธิของผู้ทำงานบนเครื่องบิน เพื่อความสงบเรียบร้อยของสังคมโดยส่วนรวม อีกทั้งยังเป็นการสร้างกรอบวินัย และความประพฤติให้สมาชิกรัฐสภา ด้วยการให้กำลังใจแอร์โฮสเตสผู้เสียหาย โดยยุให้ร้องทุกข์ ดำเนินคดีกับคนพวกนี้ด้วย   

   
        ถ้าเราเห็นการลวนลามกันจะๆ บนเครื่องบินของสายการบินประเทศเรา ท่านผู้อ่านที่เป็นสุภาพสตรี หากบังเอิญโดยสารเที่ยวบินดังกล่าวด้วย อาจช่วยยับยั้งพฤติกรรมของนักการเมืองอัปรีย์เหล่านั้น ด้วยการร้องตะโกนดังๆให้มันได้อายว่า  

    
        “ทะลึ่ง! มาลูบก้นแอร์โอสเตส...เดี๋ยวโดนนะ!!”



content/picdata/290/data/air.jpg
        สำหรับท่านผู้อ่าน ที่เป็นผู้ชายอย่างผม อาจพูดให้เข้มแข็งหน่อยก็ได้ว่า   
   
        “ทะลึ่ง! มาลูบก้นนางฟ้าของฉัน เดี๋ยวโดน...ตีกบาล... นะโว้ย!!”      

 
        ถ้ามันยังไม่เชื่อ ก็หาอะไรใกล้มือ ทุบกบาลเปรี้ยงเข้าให้ เอาให้มันเป็นข่าว จะได้เข็ดขี้อ่อนขี้แก่ไปเลย


        ..เป็นไงเป็นกัน!!!



        ท่านผู้อ่าน ที่เคารพครับ

        เรื่องการคุกคามทางเพศ ในหมู่นักการเมืองนั้น พักนี้ดูจะจางหายไป นับแต่เรื่อง “ป๋าเหลิม”อดีตวุฒิสมาชิก ที่ติดตะรางไปหลายปี แต่นั่นก็ไมไม่ใช่เรื่องคุกคามทางเพศ แต่เป็นการซื้อบริการทางเพศจากผู้เยาว์ หรือการ 


        “ชำเราเด็ก” นั่นเอง!


        แม้จะไม่มีข่าวพรรค์นี้เล็ดลอดมา แต่ระยะนี้ดันมีข่าวอัปมงคลมาเข้าหู นั่นคือการเบี่ยงเบนทางเพศ ในหมู่นักการเมืองชายที่นิยมเรื่อง “เว็จมรรคสังวาส” หรือ 


        “ชายรักชาย” 


        กำลังเป็นเรื่องฮิต ซุบซิบกันมากในขณะนี้!!


        แหล่งแพร่ข่าว เรื่องการเบี่ยงเบนทางเพศของนักการเมือง ที่สำคัญคือเวทีมัฆวาน เพราะที่นั่น มักมีการนำเรื่องแปลกๆ มาเปิดโปงอยู่เรื่อย แม้กระทั่งพรรคการเมืองที่เกิดใหม่ ก็มีข่าวประเภทเรทเอ็กซ์ ผิดช่องผิดทาง หนาหูมากจริงๆ



        ผมสดับตรับฟังข่าวแล้ว คงจะมีเค้ามูลอยู่ไม่ใช่น้อย เพราะได้ยินพวก ‘ตำรวจ’ ที่รู้จักกัน เขาหัวเราะ แล้วเรียกพรรคนี้ว่า


        “พรรครักษ์...สันตูด!!!”
..............................
ท้ายบท ผมเขียนบทความชื่อ DNA ในสันดานประชาธิปัตย์  ยังไม่เปลี่ยนแปลง!!! ลงในwww.vattavan.com 13 กุมภาพันธ์ 2552 (http://www.vattavan.com/detail.php?cont_id=130และลงในหนังสือพิมพ์ประชาทรรศน์รายวันด้วย 

        บัดนี้ วันเวลาได้ผ่านมาแล้วกว่า 2 ปี แกนนำพันธ์มิตรคนสำคัญ คือ สนธิ ลิ้มทองกุล ได้ขึ้นเวทีที่มัฆวาน เมื่อ 1 เม.ย.2554 ปราศรัยถล่มพรรคโลซก อย่างแหลกลาญ ซึ่งทางเว็บไซด์ “ผู้จัดการออนไลน์”  ได้นำรายละเอียดมาลงด้วย โดยพาดหัวคล้ายคลึงกับบทความของผมเมื่อ 2 ปีก่อน ว่า 


        “สนธิ”แฉ ดีเอ็นเอ.ปชป. 40 ปีเลวไม่เคยเปลี่ยน!  
(http://www.manager.co.th/Politics/ViewNews.aspx?NewsID=9540000041526)

        อยากให้แฟนๆได้ลองอ่าน แล้วแสดงความเห็นกันหน่อย หากเห็นด้วยกับผม หรือเห็นด้วยกับคุณสนธิ หรือเห็นด้วยทั้งสองคน ก็จงโปรดบอกญาติพี่น้องว่า
        “อย่าเลือกประชาธิเปรต และพรรคร่วม ‘รัฐบาลกาลี’ ให้พวกมันเข้ามา...ทำร้ายบ้านเมืองของเรา อีกนะ!!!”


        (***บทความประจำสัปดาห์ ตอน  พรรครักษ์สันตูด!!! ออนไลน์วันเสาร์ ที่ 9 มีนาคม 2554)  

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น