วันพุธที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2554


เลือกตั้งเสร็จบ้านเมืองยังเลวร้ายแต่ไม่เลือกตั้งเลวร้ายกว่า?

           http://www.dailyworldtoday.com/columblank.php?colum_id=51627
            คิดเหนือข่าว
           จากหนังสือพิมพ์ โลกวันนี้
         ปีที่ 12 ฉบับที่ 3036 ประจำวัน พุธ ที่ 20 เมษายน 2011
         โดย เรืองยศ จันทรคีรี


หลายวันก่อนมีโอกาสร่วมสนทนาในเวลาสั้นๆกับ รศ.ดร.สุริชัย หวันแก้ว อดีตผู้อำนวยการสถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เราคงทราบถึงจุดยืนทางการเมืองที่ทั้งไม่เหลืองและไม่แดงของเขา?

ย้อนไปถึงความคิดเห็นของ รศ.ดร.สุริชัย หวันแก้ว ที่เคยกล่าวเอาไว้ตั้งแต่ปีที่แล้ว คราวนั้นผมถือให้เป็น “อีกทรรศนะเด่นของเขา” รศ.ดร.สุริชัยตั้งคำถามถึงประเด็นความขัดแย้งที่ดำเนินไปในสังคมไทย เขายังเห็นถึงปรากฏการณ์แห่งความสุดขั้วของสังคมจนเสพข่าวกระทั่งไม่รู้จักเกี่ยวกับ “พลัง” ที่กำลังขับเคลื่อนสังคมอยู่ เป็นพลังซึ่งคนทำก็รู้สึกว่าตัวเองทำถูกต้อง อย่าเสือกมาสอน ผู้ใหญ่จะเชื่อกันอย่างนี้ ส่วนเด็กๆก็เชื่อว่าตัวเองรู้หมดแล้ว เสิร์ชเน็ตได้...

ยกความข้างต้นมาเพื่อต้องการชี้ให้เห็นความไม่ฝักใฝ่ในสีอุดมการณ์ของ รศ.ดร.สุริชัย แม้ไม่ใช่แดงแต่เขาก็ไม่เป็นเหลืองแน่นอน ข้อนี้ผมสงสัยอยู่เหมือนกันสำหรับพื้นที่และจุดยืนทางการเมืองเช่นนี้ มันจะถูกอนุญาตให้มีบทบาทหรืออิทธิพลได้มากน้อยเพียงใดในสังคมนี้ แต่เท่าที่รับฟังจาก รศ.ดร.สุริชัย เห็นว่า
“จำนวนผู้คนซึ่งเห็นว่าตนเองไม่ได้รับประโยชน์อะไรจากผลของความขัดแย้งเริ่มมีเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ” ตรงนี้ก็เป็นเรื่องน่าสนใจที่ควรวินิจฉัยอยู่เหมือนกัน?

มีสิ่งน่าสนใจอีกประการหนึ่งต่อการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับ รศ.ดร.สุริชัย เขายังมองประเด็นของการเลือกตั้งคงเป็นปัญหาในสังคมไทย คือไม่รู้ชะตากรรมในภายหลังการเลือกตั้งที่บ้านเมืองจะเป็นอย่างไร? แต่การเลือกตั้งก็เป็นสิ่งที่คนส่วนใหญ่ในโลกปฏิบัติกัน แม้บ้านเมืองหลังการเลือกตั้งจะมีโอกาสเลวร้ายได้ แต่ถ้าไม่มีการเลือกตั้งทุกอย่างคงเลวร้ายมากกว่านั้น?

ผมไม่ได้ซักถามอะไรที่ลึกๆไปมากกว่านั้น ทั้งต้นสายปลายเหตุซึ่งทำให้เกิดความเชื่อเกี่ยวกับการเลือกตั้งของบ้านเมืองเราในอนาคต เราอาจมีทรรศนะที่แตกต่างกันระหว่างเหตุผลสนับสนุนให้มีการเลือกตั้งและต่อต้าน อย่างไรก็ตาม ความเห็นของ รศ.ดร.สุริชัยกับผมต่างเล็งเห็นถึงความจำเป็นในการผลักดันให้มีการเลือกตั้ง แม้ด้านหนึ่งเราก็ตระหนักไม่น้อยต่อพฤติกรรมและความเลวร้ายของนักการเมืองในปัจจุบันนี้ ส่วนตัวแล้วเป็นอย่างน้อยที่สุดผมไม่ได้เห็นทุกคนกลายเป็นสัตว์นรกไปหมดตามเสียงสะท้อนวาทกรรมใหม่จากเวทีสะพานมัฆวานรังสรรค์?
หลายวันก่อนเปิดรับฟังช่องเอเอสทีวี กระแสการ “Vote No” ดูจะยิ่งถูกประโคมโหมความแรงเพิ่มกว่าเก่า วิทยากรและแกนนำหลายคนจากกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยต่างเดินหน้าชำแหละพวกนักการเมืองสัตว์นรกของพวกเขาชนิดไม่มียั้งมือ

ฟังไปนานๆผมชักจะเคลิ้มเริ่มเห็นตามว่าสงสัยประเทศไทย “ไม่มีคนดีหลงเหลืออยู่แล้วกระมัง?” โดยเฉพาะเพื่อนเก่าคนหนึ่งซึ่งให้สมญาตัวเองเป็นถึงขั้น “จอมพล” ได้แก่ ชัชวาลย์ ชาติสุทธิชัย ทำการวิพากษ์วิจารณ์เข้าไปถึงวัดวาอาราม คือคุณชัชวาลย์เหมือนจะสิ้นหวังกับประเทศไทย ขนาดพระสงฆ์องค์เจ้าเขาก็เห็นว่ามีความเหลวแหลกมากมายนัก หากจะดีหลงเหลืออยู่เห็นจะเป็น “กองทัพธรรมจากสำนักสันติอโศก” เท่านั้น?

ก็เป็นเรื่องน่ามองสำหรับทรรศนะอันเห็นผู้อื่นเลวร้ายไปหมดสิ้น ทรรศนะนี้คงจะเป็นเรื่องเดียวกับการมีแต่เฉพาะคณะบุคคล ซึ่งเห็นด้วยกับการ Vote No ปฏิวัติรัฐประหารเพื่อเว้นวรรคประเทศไทย แนวทางของคนดีประเทศไทยมีกลุ่มคนตีความกันอย่างนี้แล้ว?

ขนาดบรรดาทหารในกองทัพถ้าไม่เห็นด้วยกับแนวทางใช้พลังเข้ากดดันบริเวณชายแดนกัมพูชา หรือไม่พร้อมต่อการเปิดแนวรบตรงนั้น ก็ยังอาจเข้าข่ายกลายเป็นคนไม่ดีไปอีกด้วยซ้ำ?

สมมุติถ้าผมเชื่อเสียงสะท้อนจากสะพานมัฆวานรังสรรค์ เชื่ออย่างนั้นแล้วตัวเองควรจะทำเช่นไร? เพราะนักการเมืองก็กลายเป็นสัตว์นรกไปหมด ทหารชักจะไม่รักชาติ ตำรวจเลว พระสงฆ์ก็เหลวแหลก พวกไม่สนับสนุน Vote No ยังถือเป็นกลุ่มสนับสนุนความเลวร้ายของบ้านเมือง...

หากจะเกิดเว้นวรรคจริงคงไม่ง่ายนักที่เราจะควานหาเอาคนดีๆมาบริหารชาติบ้านเมือง ท่าทางอาจต้องรบกวนไม่เป็น ดร.อาทิตย์ อุไรรัตน์ ก็ต้องเชิญคุณสนธิ ลิ้มทองกุล นั่นแหละเข้ามาเป็นนายกรัฐมนตรี พล.ต.จำลอง ศรีเมือง รัฐมนตรีกลาโหม คุณคำนูณ สิทธิสมาน เป็น มท.1 ได้สบายๆ คุณปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ เอาไปว่าการกระทรวงการต่างประเทศ มี ดร.เทพมนตรี ลิมปพยอม คอยเป็นรัฐมนตรีช่วย เอา 2 คนนี้ไว้สู้ศึกเขมรโดยตรง คุณประพันธ์ คูณมี เห็นจะต้องให้เป็นมากกว่า ส.ว. นั่งรองนายกรัฐมนตรี แคนดิเดตรอเป็นนายกฯตามลำดับคิว แต่คงต้องเพิ่มยศเป็น “พล.อ.” เพื่อเอาไปคุมทหารเตรียมเปิดสงครามหลังปลด “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา”

มองตามโผเช่นนี้แล้วชาติบ้านเมืองยังมีความหวังอยู่ เหลือคนดีอีกตั้งหลายหน่อทีเดียว ขนาดคุณเทิดภูมิ ใจดี เพื่อนเก่าของผม ยังว่าการกระทรวงแรงงานได้เลย? แล้วที่ขาดไม่ได้ต้องเอา “สมณะโพธิรักษ์” ไปคุมเกษตร คงสามารถเดินหน้าแนวทางบุญนิยม ซึ่งเคร่งเสียยิ่งกว่าแนวทางพอเพียงเสียอีก...

ส่วน น.ต.ประสงค์ สุ่นศิริ รายนี้ใช้ควบคุมรัฐบาลอีกต่อหนึ่ง เพราะท่านก็คงมีคนควบคุมอยู่แล้ว โผทั้งหมดเห็นด้วยกับผมไหม? เคลิ้มไปตามโผคนดีที่มีโอกาสเกิดขึ้นหากไม่มีการเลือกตั้ง ผมชักเห็นด้วยกับ รศ.ดร.สุริชัยซึ่งบอกว่า “แม้บ้านเมืองหลังการเลือกตั้งจะมีโอกาสเลวร้ายได้ แต่ถ้าไม่มีการเลือกตั้งทุกอย่างคงเลวร้ายมากกว่านั้น?”

**********************************
http://redusala.blogspot.com

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น